วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เซเลอรี่ (Celery)


เซเลอรี่  เป็นพืชในวงศ์ Apiaceae (Umbelliferae) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Apium graveolens var. Secalium มีถิ่นกำเนิดในประเทศสวีเดน  เป็นพืชที่ชอบอากาศเย็น โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการปลูกคือ 18 - 24 องศาเซลเซียส  ส่วนที่นิยมนำมารับประทานคือส่วนของโคนก้านใบ เนื่องจากเป็นส่วที่มีแป้ง และสารอาหารอยู่สูง มีกลิ่นหอม รสชาดหวานกรอบ เซเลอรี่สามารถนำมาประกอบเป็นอาหารได้หลากหลายประเภท ไม่ว่าหั่นเป็นชิ้นเล็กๆทานเป็นสลัด, นำมาปั่นเป็นเครื่องดื่ม, นำมาใส่ในซุป หรือจะนำมาผัดกับเนื้อปลาก็อร่อยมาก อีกทั้งในเซเลอรี่มีสารที่ทำให้เลือดสะอาด ลดคอเรสเตอรอล และช่วยป้องกันการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ และลำไส้ได้อีกด้วย

วิธีเพาะเมล็ดเซเลอรี่ ให้เพาะเมล็ดแบบเดียวกับคึ่นฉ่าย คือแช่เมล็ดในน้ำเย็นประมาณ 3 - 4 ชั่วโมง (หรือจนกว่าเมล็ดจะจมน้ำ แล้วผ้าขาวบางสะอาดชุบน้ำบิดหมาดๆ ห่อเมล็ดที่แช่น้ำแล้วแล้วใส่ในถุงพลาสติกหรือกล่องพลาสติกปิดปากให้สนิทนำไปบ่มต่อในตู้เย็นประมาณ 12 ชั่วโมง หรือ 1 คืน แล้วนำมาเพาะลงในถาดหลุมหรือวัสดุปลูก วิธีการนี้จะทำให้เมล็ดงอกได้เร็วกว่าการนำเมล็ดแช่น้ำแล้วนำไปเพาะโดยตรง โดยเมล็ดเซเลอรี่จะใช้เวลางอกภายใน 10 - 14 วันหลังจากวันหยอดเมล็ด

 

หลังจากอนุบาลต้นเกล้าในถาดหลุมได้ประมาณ 20 - 25 วันก็สามารถย้ายลงปลูกได้ โดยแนะนำในปลูกในกระถางขนาด 6 นิ้วขึ้นไป โดยวัสดุปลูกให้ใช้ดินร่วน : ขุยมะพร้าว : ปุ๋ยคอก  อัตราส่วน 1:1:1 รดน้ำทุกวันเช้า-เย็น เมื่อปลูกได้ประมาณ 75 - 90 วัน เซเลอรี่จะสูงประมาณ 40 - 45 ซม.ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้เลยครับ วิธีเก็บสำหรับผู้ที่ปลูกทานเองผมแนะนำให้ใช้มีดตัดโคนต้นโดยให้เหลือโคนต้นสูงจากพื้นประมาณ 1 - 2 นิ้ว ทิ้งไว้หลังจากตัดแล้วให้ใสปุ๋ยคอกเพิ่มเพื่อบำรุงต้นต่อ รดน้ำปกติเซเลอรี่จะงอกออกมาจากรอยตัดใหม่ภายในเวลาประมาณ 30 - 40 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้อีก ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเพาะเมล็ดใหม่ครับ  



การปลูกเซเลอรี่          http://www.youtube.com/watch?v=LWymFo7-64U
การปลูกเซเลอรี่          http://www.youtube.com/watch?v=iuSI3Jl1FHI


วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

อลูกูล่า ร็อคเก็ต (Arugula Rocket OG.)



ร็อคเก็ตสลัด
          
เป็นพืชในตระกูลกะหล่ำ  มีถิ่นกำเนิดอยู่ในภูมิภาคแทบทะเลแคริเบียน ในประเทศโมร็อคโค, โปรตุเกส, จอร์แดน และตุรกี  โดยมีชื่อเรียกหลายชื่อ ได้แก่ Garden Rocket, Eruca, Rocket Salad, Arugal  เป็นไม้ล้มลุก โดยแบ่งออกร็อคเก็ตเป็น 2 กลุ่มชนิดใหญ่ ตามลักษณะของใบ คือ อลูโกล่า ร็อคเก็ต มีลักษณะใบกลม โค้งมน และ ไวล์ด ร็อคเก็ต มีลักษณะใบเรียวยาว ขอบใบหยัก 


คุณค่าทางอาหาร
          
ร็อกเก็ตเป็นผักที่มีประโยชน์ นิยมทานสดแบบสลัด  ร็อคเก็ต เป็นผักที่อุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเค และโปรแตสเซี่ยม ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย  หรือหากใครที่ชอบทานอาหารแบบอิตาเลียน ก็สามารถนำไปทำสลัดทานกับ มอสเซอเรลล่าชีส ก็อร่อยดี 



การผลิตในประเทศไทย
          
          ร็อกเก็ตเป็นผักที่นิยมปลูกด้วยระบบไฮโดรโพนิกส์เนื่องจากสะอาดและไม่ปนเปื้อนกับเชื้อโรคที่มากับดินได้  ราคาจำหน่ายทั่วไป เฉลี่ยอยู่ที่ กิโลกรัมละ 200 - 300 บ. 

วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2557

วอเตอร์เครส (Water Cress)




          วอเตอร์เครส หรือที่เราคนไทยเรียกว่า สลัดน้ำ เป็นผักในตระกูลดอกกะหล่ำ ซึ่งมีลักษณะเป็นผักใบเขียว นิยมนำมาทำเป็นผักสลัด หรืออาจนำมาทานเป็นผักแกล้มกับน้ำพริก ตลอดจนเป็นส่วนประกอบของอาหารเมนูต่างๆตามใจชอบ แต่ทั้งนี้ในเรื่องคุณค่าทางอาหารแล้วมีประโยชน์เหลือเชื่อเลยทีเดียว ถ้าเทียบจากน้ำหนักที่เท่ากันแล้ว วอเตอร์เครสประกอบด้วยวิตามินซีมากกว่าส้ม มีแคลเซียมมากกว่านมทุกชนิด มีธาตุเหล็กมากกว่าผักขม และยังประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันอันตรายที่เกิดจากสารอนุมูลอิสระอีกด้วย



สลัดน้ำ มีสองสายพันธุ์คือ
  1. พันธุ์สีเขียว เป็นสายพันธุ์ที่ต้องการสภาพอากาศอบอุ่น ไม่ทนต่ออุณหภูมิต่ำติดดอกและเมล็ดง่าย
  2. พันธุ์สีน้ำตาล เป็นสายพันธุ์ที่ค่อนข้างทนทานต่ออุณหภูมิต่ำ ติดดอกและเมล็ดยาก ขยายพันธุ์โดยการปักชำ


ลักษณะใบของวอเตอร์เครส จะมีลักษณะกลมตามภาพด้านบน


          วอเตอร์เครส เป็นพืชที่ต้องการความชื้นสูง รากจะเจริญได้ดีในพื้นที่ ๆ มีระดับน้ำตื้น (5-10 เซนติเมตร) มีน้ำสะอาดไหลผ่านช้า ๆ ตลอดเวลา การปลูกในที่ ๆ ไม่มีการหมุนเวียนของน้ำ จะทำให้น้ำเน่าเสีย และสลัดน้ำจะตาย ในกรณีที่ไม่สามารถหาแหล่งปลูกในที่มีน้ำไหลผ่านได้ อาจจะปลูกตามขอบบ่อ โดยสูงกว่าระดับน้ำ 15 เซนติเมตร และบังร่มเงา หรืออาจจะปลูกในพื้นที่ ๆ ร่มรำไร และให้น้ำแบบพ่นฝอยวันละสองครั้ง
          การปลูกเพื่อบริโภคในครอบครัว และปลูกเป็นไม้ประดับ อาจจะปลูกในกระถางหรือถาดปลูก โดยการผสมวัสดุปลูกลงไปในภาชนะ สูง 5 - 7 เซนติเมตร ใช้ถาดรองภาชนะและใส่น้ำให้สม่ำเสมอ วางไว้ใกล้หน้าต่างหรือที่ ๆ ได้รับแสงรำไร
          วอเตอร์เครส มีถิ่นกำเนิดในประเทศฝรั่งเศส  แล้วนำมาปลูกในประเทศจีน  ประเทศไทยได้นำเข้ามาปลูกแถบภาคเหนือ  และภาคใต้  ด้วยการนำเข้ามาปลูกโดยชาวจีนอพยพ  สำหรับอำเภอเบตงได้ปลูกผักน้ำกันตั้งแต่นั้นมา  การปลูกผักน้ำสมัยแรก ๆ  มีการปลูกบริโภคกันในหมู่ชาวจีนเท่านั้น  แต่ปัจจุบันผักน้ำเป็นที่รู้จักและบริโภคกันแพร่หลายโดยได้นำมาปลูกในโครงการหลวง และกลุ่มปลูกเพื่อการค้าตลาดผัก HYDROPONIC ใบของ WATERCRESS เป็นใบประกอบ (PINNATE) คือ 1 ก้านใบมีใบย่อยหลายใบ


          มีหลายท่าเข้าใจผิดเกี่ยวกับลักษณะของวอเตอร์เครส ซึ่งวอเตอร์เครสที่มาจากยุโรปและมีชื่อเรียกว่า "Watercress" จริงๆ มีแค่ลักษณะเดียวคือใบมีลักษณะกลมมน ไม่ใช่มีปลายใบแหลม ซึ่งลักษณะของผักที่คนไทยรู้จักและมักเรียกผิดๆ ว่าเป็นวอเตอร์เครสนั้น แท้จิงแล้วคือผักเป็ดญี่ปุ่น ซึ่งปลูกในประเทศไทยและจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าทั่วไป



http://www.youtube.com/watch?v=RY0_DutIrtE    การปลูกวอเตอร์เครสในต่างประเทศ
https://www.youtube.com/watch?v=8NecivLVV50  การปลูกวอเตอร์เครสแบบ Aquaponics

การเพาะปลูกวอเตอร์เครส (water cress) 
          การขยายพันธุ์อาจเพาะเมล็ดหรือการปักชำ การขยายพันธุ์โดยเมล็ด รดน้ำแปลงปลูกให้มีความชุ่มชื้นพอสมควร เมล็ดมีขนาดเล็กมากควรผสมกับทรายละเอียดในปริมาตรที่เท่ากัน หว่านบาง ๆ ทั่วแปลงปลูก ไม่ต้องกลบเมล็ดและระวังอย่าให้มีน้ำขัง รักษาหน้าแปลงให้มีความชุ่มชื้นตลอดเวลา เมื่อเมล็ดเริ่มงอก ต้นกล้าเริ่มเจริญจึงค่อย ๆ เพิ่มระดับน้ำ
          การปลูกโดยใช้ต้นปักชำ ควรเด็ดใบที่อยู่ส่วนโคนออก เหลือเฉพาะใบส่วนยอดแช่ ส่วนโคนในน้ำสะอาด จะงอกรากภายในเวลา 2 วัน ใช้ระยะปลูก 5×5 เซนติเมตร  ในฤดูร้อนพันธุ์สีเขียว จะมีดอกเจริญขึ้นมาและติดเมล็ด ซึ่งจะทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโต ต้องคอยหมั่นตัดยอดและดอกทิ้งไปเพื่อไม่ให้ต้นทรุดโทรมเร็ว

รากที่งอกจากข้อลำต้น สามารถตัดเพื่อนำไปปักชำได้


การเพาะเมล็ดวอเตอร์เครส
          วอเตอร์เครส ใช้ระยะเวลาในการงอกออกจากเมล็ดเป็นต้นอ่อนใช้เวลาประมาณ 24 - 36 ชั่วโมง   อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการการงอกของเมล็ดอยู่ที่ ประมาณ 18 องศา C โดยในที่นี้ผมจะแนะนำการเพาะเมล็ดวอเตอร์เครส เพื่อนำไปปลูกแบบไฮโดรโพนิกส์



* การเพาะเมล็ดวอเตอร์เครสสำหรับปลูกแบบไฮโดรฯ 
1. นำกล่องถนอมอาหารที่รองด้วยกระดาษชำระประมาณ 2 - 3 ชั้น
2. พรมน้ำให้พอเปียกแต่อย่าให้น้ำท่วมกระดาษ แล้วเทน้ำออกจากกล่องให้หมด
3. โรยเมล็ดวอเตอร์เครสลงบนกระดาษชำระที่เปียกน้ำ (ไม่ต้องพรมน้ำซ้ำ)
4. ปิดฝากล่องถนอมอาหารให้สนิท
5. นำกล่องถนอมอาหารนั้นไปวางไว้ในบริเวณที่อากาศไม่ร้อนเกินไป (ห้องแอร์ได้จะดีมากครับ)
6. เมื่อครบ 24 - 36 ชั่วโมงจะเริ่มมีรากสีขาวเล็กๆ โผล่ออกมาจากเมล็ด ก็สามารถย้ายลงวัสดุปลูกได้เลย ไม่ควรปล่อยให้อยู่บนกระดาษชำระนานเกิน 36 ชั่วโมง เนื่องจากรากของวอเตอร์เครสจะยาวเร็วมากทำให้ย้ายปลูกได้ยากและอาจะทำให้รากต้นอ่อนขาดเสียหายได้

* การเพาะเมล็ดวอเตอร์เครสสำหรับปลูกลงกระถาง 
1. ให้ใช้วัสดุปลูก (ขุยมะพร้าวละเอียด 2 ส่วน ผสมกับพีทมอสหรือดินร่วน 1 ส่วน)
2. ใส่วัสดุปลูกที่ผสมกันแล้วในกระถางแล้วรองก้นกระถางด้วยจานรองสูงประมาณ 1 นิ้ว
3. รดน้ำให้วัสดุปลูกเปียกชุ่ม แล้วใส่น้ำลงในจานรองกระถางจนเต็ม
4. นำเมล็ดวอเตอร์เครสโรยลงบนวัสดุปลูกในกระถางโดยไม่ต้องกลบเมล็ด
5. ใช้ฟ็อกกี้ ฉีดพ่นน้ำให้ทั่วเมล็ด
6. ให้ใช้ถุงพลาสติกครอบปากกระถางไว้เพื่อรักษาความชื้น
7. นำกระถางไปวางไว้ในบริเวณร่มไม่โดนแสงแดด ในระหว่างนี้ให้เติมน้ำที่จานรองกระถางอย่าให้แห้ง
8. เมื่อครบ 48 ชั่วโมง ให้เปิดถุงพลาสติกออกจะเห็นต้นเกล้าวอเตอร์เครสงอกออกมา ในระหว่างนี้ให้โดนแสงแดดรำไร ในช่วงเช้า หรือเย็นอย่าให้โดนแสงแดดโดยตรงเพราะจะทำให้ต้นเกล้าเฉาตายได้


การดูแลรักษา วอเตอร์เครส (water cress)
          สลัดน้ำเป็นพืชตระกูลกะหล่ำ จะมีปัญหาการเข้าทำลายของหนอนใยผัก และด้วงหมัดผัก ควรใช้มุ้งตาข่ายคลุมแปลงปลูก เนื่องจากเป็นพืชที่นิยมบริโภคในรูปผักสดไม่ควรฉีดสารเคมีกำจัดแมลง  
          เมื่อวอเตอร์เครส มีลำต้นยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ให้เด็ดยอด เพื่อให้แตกกิ่งข้าง การเพิ่มจำนวนกิ่งต่อต้นจะทำให้ผลผลิตสูงขึ้น การปลูกในที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศา ควรคลุมบ่อด้วยพลาสติกใส เพื่อเพิ่มอุณหภูมิบ่อปลูกให้สูงขึ้น หลังเก็บเกี่ยวแต่ละครั้ง ควรใส่ปุ๋ยคอก เพื่อเพิ่มไนโตรเจน ทุกสองถึงสามเดือนระบายน้ำทิ้ง ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยเคมี เพื่อให้ต้นเจริญเติบโตเร็วและสมบูรณ์ขึ้น

การเก็บเกี่ยว สลัดน้ำ, วอเตอร์เครส (water cress)
          การปลูกในพื้นที่ ๆ มีน้ำไหลผ่านตลอดเวลา ให้ปุ๋ยอย่างพอเพียงสม่ำเสมอ ไม่เก็บเกี่ยวบ่อยครั้งจนเกินไป สามารถเก็บเกี่ยวได้หลายปี ในกรณีที่ต้นโทรม ผลผลิตต่ำ ควรปลูกใหม่ โดยการปักชำ

คุณประโยชน์ของสลัดน้ำ
1. ช่วยส่งเสริมการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
2. ช่วยในการฟอกเลือดให้สะอาดขึ้น
3. มีลูทีนที่ช่วยในการบำรุงสายตา และลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคต้อในตา
4. ช่วยลดระดับไขมันในเลือด
5. มีแคลเซียมสูง ทำให้ฟันและกระดูกแข็งแรง
6. ช่วยลดอาการของผู้ป่วยที่เป็นโรคทางเดินหายใจ
7. ช่วยลดการเจริญเติบโตของเซลส์มะเร็งในลำไส้ใหญ่
8. ป้องกันการเกิดมะเร็งที่ปอด
9. ช่วยลดภาวะการเกิดมะเร็งเต้านม
10. ช่วยห้ามเลือดเมื่อนำมาผสมกับน้ำส้มสายชู


วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ค่า pH และค่า EC

ค่า pH (Potential of Hydrogen ion)


          ค่า pH  ในความหมายของการปลูกพืชไร้ดิน คือค่าความเป็นกรด-เบส ของสารละลาย (น้ำผสมธาตุอาหารที่ใช้ในการปลูกพืช)  โดยค่า pH จะมีช่วงการวัดอยู่ที่ 1 - 14  โดยจะนับค่าที่ 7 เป็นกลาง กล่าวคือ หากวัดค่าได้ต่ำกว่า 7 แสดงว่าของเหลวนั้นเป็นกรด หากวัดได้สูงกว่า 7 ขึ้นไปแสดงว่าเป็นเบส

          สำหรับการปลูกพืชด้วยน้ำนั้นค่า pH มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับการทำปฎิกิริยาทางเคมีกับธาตุอาหารที่ใช้เลี้ยงพืช โดยธรรมชาติน้ำที่มีความเป็นกรดจะทำให้ธาตุอาหารพืชละลายตัวได้ดี และพืชสามารถดูดซึมไปใช้งานได้อย่างสะดวก  แต่ถ้าหากน้ำที่ใช้ผสมธาตุอาหารพืชมีความเป็นเบสสูงจะทำให้ธาตุอาหารพืชตกตะกอนจนพืชไม่สามารถดูดซึมไปใช้งานได้

          ดังนั้น การปรับค่า pH ผู้ปลูกจะต้องปรับให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับอายุการปลูกและชนิดของพืชนั้นๆ ด้วย โดยปกติค่า pH ที่ใช้ในการปลูกพืชจะมีค่าอยู่ในช่วง 5.5 - 7.0 แต่ค่าที่ดีที่สุดต่อการละลายตัวของธาตุอาหารพืชจะอยู่ที่ 5.8 - 6.3

          การปลูกพืชด้วยระบบไฮโดรโพนิกส์นั้นจะมีการกำหนดค่า pH ของการปลูกพืชเป็น 2 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 (ระยะเจริญเติบโต)              อยู่ในช่วงวันที่   1 - 28      กำหนดค่า pH อยู่ที่ 5.8 - 6.5
ระยะที่ 2 (ระยะสร้างผลผลิต)            อยู่ในช่วงวันที่ 29 ขึ้นไป    กำหนดค่า pH อยู่ที่ 6.5 - 7.0

          การลดค่า pH นิยมใช้ กรดไนตริก (Nitric Acid) มีสูตรทางเคมี คือ  (HNO3)  ซึ่งกรดชนิดนี้เมื่อผสมกับน้ำจะแตกตัวเป็นอนุมูลย่อย เป็นไนโตรเจน ซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักของพืช และกรดที่นิยมใช้อีกชนิดหนึ่งคือ กรดฟอสฟอริก (Phosphoric Acid) มีสูตรทางเคมี คือ  H3PO4  ซึ่งกรดชนิดนี้เมื่อผสมกับน้ำจะแตกตัวเป็นอนุมูลย่อย เป็นฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักของพืชเช่นกัน การใช้กรดทั้งสองชนิดนี้จึงมีผลพลอยได้จากการปรับลดค่า pH แล้วยังได้ธาตุอาหารพืชเพิ่มขึ้นมาในระบบอีกด้วย

          การเพิ่มค่า pH นิยมใช้ โพแทสเซียมคาร์บอเนต (Potassium Carbonate) หรือ โพแทสเซียมไฮดรอกไซต์ (Potassium  Hydroxide) ซึ่งเคมีทั้ง 2 ชนิดนี้เมื่อผสมกับน้ำจะแตกตัวเป็นอนุมูลย่อย ได้โพแทสเซียม ซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักของพืชเช่นกัน


ข้อควรระวังในการปรับค่า pH
          การปรับค่า pH ค่อยปรับด้วยความระมัดระวัง และค่อยปรับลดลง อย่าปรับค่า pH ให้ต่ำเกินกว่า 4 จะทำให้รากพืชได้รับอันตรายจากการกัดกร่อนของกรด จนทำให้รากพืชอ่อนแอ และเชื้อโรคเข้าทำลายได้ง่ายขึ้น ค่า pH ที่ต่ำเกินไปยังส่งผลให้ความเข้มข้นของธาตุเหล็กในระบบปลูกมีสูงขึ้น   ถ้าธาตุเหล็กในระบบปลูกมีมากเกินไปจะเป็นพิษกับพืชได้   ในทางกลับกันถ้าปล่อยให้ค่า pH สูงเกินกว่า 7 เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 2 - 3 วัน จะส่งผลต่อการดูดซึมธาตุอาหารพืช เช่น ฟอสฟอรัส, เหล็ก, แมงกานีส โดยค่า pH ที่เหมาะสมคือ 5.8 - 6.3 

Figure: How pH affects nutrient availability.
ตารางแสดงปริมาณความเข้มข้นของธาตุอาหารพืช ในค่า pH ระดับต่างๆ
(ค่า pH ที่สมบูรณ์ที่สุดต่อปริมาณธาตุอาหารคือ 6.25)

...............................................................................................................................

ค่า EC (Electric Conductivity)

          ค่า EC  คือ ค่าเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าในของเหลว  ในการปลูกไฮโดรโพนิกส์หมายถึงปริมาณแร่ธาตุที่ละลายอยู่ในของเหลว  โดยปกติน้ำบริสุทธิ์จะมีค่านำกระแสไฟฟ้าต่ำหรือมีค่าเป็นศูนย์  แต่เมื่อมีการเติมสารละลายต่างๆ ลงในในน้ำนั้นจะทำให้ค่าสารละลาย หรือค่านำกระแสไฟฟ้าในน้ำนั้นๆ สูงขึ้นด้วย

          พืชแต่ละชนิดจะมีความต้านทานต่อค่า EC หรือ (ความเข้มข้นของธาตุอาหารพืช) ที่ไม่เท่ากัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์, อายุของพืช และสภาพแวดล้อมในการปลูกขณะนั้นด้วย หากเราใช้ค่า EC ไม่เหมาะสมกับพืช แล้วจะทำให้พืชนั้นเจริญเติบโตไม่เป็นปกติ หรือขาดความสมบูรณ์ได้  ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดค่า EC คือ

          1. ชนิดและสายพันธุ์พืช   กล่าวคือ พืชต้องอาศัยการคายน้ำทางใบเพื่อให้เกิดแรงดันที่รากพืชเพื่อให้น้ำที่ผสมธาตุอาหารซึมผ่านจากรากไปยังส่วนต่างๆ ของพืชได้ หากค่า EC สูงกว่าค่ามาตราฐาน ของพืชชนิดนั้นๆ พืชจะไม่สามารถนำพาน้ำที่มีธาตุอาหารไปยังส่วนต่างๆของพืชได้  ส่งผลให้พืชเจริญเติบโตได้ไม่ดี และเกิดขาดธาตุอาหารต่างๆ ได้

          2. อายุของพืช   กล่าวคือ พืชในแต่ละช่วงอายุจะมี การใช้ธาตุอาหารไม่เท่ากัน โดยจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วงของการเจริญเติบโต ดังนี้
                    2.1 ช่วงต้นเกล้า  : ช่วงสัปดาห์แรกของการเจริญเติบโต เมื่อพืชงอกออกจากเมล็ดพืชจะใช้พลังงานและอาหารจากใบเลี้ยงเป็นหลัก ทำให้การกำหนดค่า EC ในช่วงสัปดาห์แรกนี้จะอยู่ที่ประมาณ 30 - 50 % ของค่า EC ในพืชชนิดนั้นๆ และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในสัปดาห์ต่อไป

                    2.2 ช่วงเจริญเติบโต : ช่วงสัปดาห์ที่ 3 เป็นต้นไป ช่วงนี้เป็นช่วงที่พืชต้องการใช้พลังงานและธาตุอาหารสูงมาก เพื่อใช้ในการสร้างส่วนต่างๆ ของใบ, ลำต้น, ดอก   โดยจะใช้ธาตุอาหารประมาณ 80 - 100% ของค่า EC ในพืชชนิดนั้นๆ

                    2.3 ช่วงขยายพันธุ์ : เป็นช่วงที่พืชผ่านการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่มาแล้วพืชได้ทำการสะสมอาหารและพลังงานมาไว้อย่างเต็มที่แล้ว พืชจะเริ่มใช้ธาตุอาหารใหม่น้อยลง โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 50 - 70% ของค่า EC ในพืชชนิดนั้นๆ

          3. สภาพอากาศและฤดูกาล  หากช่วงเวลาดังกล่าวมีปัจจัยที่ทำให้พืชต้องคายน้ำสูง เช่น แสงแดดจัด, อากาศร้อน พืชจำเป็นต้องมีการดูดซึมน้ำมากขึ้นเพื่อนำมาชดเชยน้ำที่สูญเสียไป หากมีการใช้ค่า EC ที่สูง ในช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว พืชจะนำน้ำไปชดเชยน้ำที่เสียไปได้ลำบาก เราจึงเห็นพืชเหี่ยวเฉาในช่วงเวลาที่อากาศร้อนและแสงแดดจัด ดังนั้นช่วงเวลาที่อากาศร้อนมากๆ และแสงแดดแรงเกินไปเราต้องปรับลดค่า EC ลง พร้อมกับลดกิจกรรมการคายน้ำของพืชลง เช่น พรางแสง, เสปรย์น้ำ เพื่อลดอุณหภูมิลง
 
          ค่ามาตราฐานสำหรับน้ำที่จะนำมาใช้ในการปลูกพืชไฮโดรโพนิกส์ จะต้องมีค่าเริ่มต้นก่อนใส่ปุ๋ยไม่เกิน 0.3 ms/cm  หากค่าเกินจะทำให้มีข้อจำกัดในการใส่ธาตุอาหารพืช (ใส่ธาตุอาหารพืชได้น้อยลง) เพราะกังวลว่าค่า EC จะเกินกว่าที่พืชนั้นๆ จะรับได้ จนกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืชได้ น้ำที่เหมาะสมที่สุดในการนำมาใช้ในการปลูกพืชไฮโดรฯ ได้แก่ น้ำฝน, น้ำประปาส่วนภูมิภาคและประปานครหลวง ฯลฯ เนื่องจากมีค่า EC ต่ำและเป็นแหล่งน้ำที่ประหยัด  ส่วนน้ำที่ไม่แนะนำมาใช้ในการปลูก เช่น น้ำบาดาล  เนื่องจากส่วนใหญ่น้ำบาดาล จะมีค่า EC สูง แล้วยังมี แคลเซียมคาบอเนท (หินปูน) สาเหตุของความกระด้างในน้ำ ทำให้ปุ๋ยตกตะกอนได้ง่าย  หากไม่สามารถหาน้ำได้จากแหล่งดังกล่าวจริงอาจจะต้องมีการบำบัด ด้วยวิธีกรองเพื่อลดค่าสารละลายในน้ำลงก่อนเพื่อให้มีค่า EC อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่จะนำมาปลูกพืชได้ โดยวิธีการกรองต้องใช้เครื่องกรองที่สามารถกรองสารละลายในน้ำได้ เช่น ระบบกรอง Reverse Osmosis (R.O.) หรือการกรองด้วยระบบกรอง Softener ด้วยสารกรอง Resin เป็นต้น


ค่า EC และ pH ของพืชแต่ละชนิด

ชนิดพืช
ค่า EC
ค่า pH
กล้วย
1.8 - 2.2
5.5 - 6.5
กวางตุ้งใบ, กวางตุ้งดอก, ฮ่องเต้
1.5 - 2.5
6.0 - 7.0
กะหล่ำดอก
1.5 - 2.0
6.5 - 7.0
กะหล่ำปลี, กะหล่ำดาว
2.5 - 3.0
6.5 - 7.0
ข้าวโพดหวาน
1.6 - 2.4
6.0
แครอท
1.6 - 2.0
6.3
เซอลารี่
1.8 - 2.4
6.5
แตงกวา
1.7 - 2.5
5.5
แตงกวาซูกินี
1.8 - 2.4
6.0
แตงโม
1.8 - 2.4
5.8
ถั่ว
2.0 - 4.0
6.0
บลอคเคอรี่
2.8 - 3.5
6.0 - 6.8
บลูเบอรี่
1.8 - 2.0
4.0 - 5.0
บาเซิล, โหระพา
1.0 - 1.6
5.5 - 6.0
บีทรูท
1.8 - 5.0
6.0 - 6.5
ผักขม
1.8 - 2.3
6.0 - 7.0
พาสเลย์
0.8 - 1.8
5.5 - 6.0
ฟักทอง
1.8 - 2.4
5.5 - 7.0
มะเขือเทศ
2.0 - 4.0
6.0 - 6.8
มะเขือม่วง
2.5 - 3.5
6.0
เมล่อน
2.0 - 2.5
6.0 - 6.8
เรดิช, หัวไชเท้า
1.6 - 2.2
6.0 - 7.0
วอเตอร์เครส
0.4 - 1.6
6.5 - 6.8
สตรอเบอรี่
1.8 - 2.2
6.0 - 6.8
สลัด
1.1 - 1.7
6.0 - 7.0
สะระแหน่, มิ้น
2.0 - 2.4
5.5 - 6.0
สับปะรด
2.0 - 2.4
5.5 - 6.5
เสาวรส
1.6 - 2.4
6.5
หน่อไม้ฝรั่ง
1.4 - 1.8
6.0 - 6.8
เอ็นไดว์, ชิโคลี่
2.0 - 2.4
5.8 - 6.5