วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เมล่อนญี่ปุ่น อิชิบะ โคจิ (Ichiba Kouji F1)



เมล่อน เป็นพืชที่ชอบแสงแดด ตลอดวัน ฉะนั้นในการเลือกพื้นที่ ปลูกควรเป็นพื้น ที่โล่งแจ้ง และต้องเป็นพื้นที่ที่ไม่ไม่เคยปลูกพืชตระกูลแตงมาก่อน เนื่องจากจะเป็นแหล่งสะสมของโรคทางดินได้ควรเป็นดินร่วน ปนทรายระบายน้ำ ได้ดี มีค่าความเป็น กรด - ด่าง อยู่ระหว่าง 5.8 - 6.8 

ชนิดของเมล่อนจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ตามลักษณะผล คือ
1. ร็อคเมล่อน  คือ เมล่อนที่มีลักษณะของเปลือกภายนอกแข็ง มีลายขรุขระเล็กน้อย
2. เน็ตเมล่อน  คือ เมล่อนที่มีลักษณะของเปลือกภายมีลายร่างแหแผ่คลุมเปลือกด้านนอกไว้
3. เมล่อนผิวเรียบ หรือที่นิยมเรียกกันว่า แคนตาลูป



ทางเซนได้ทำการทดลองปลูกเมล่อนญี่ปุ่น แบบไฮโดรโพนิกส์ มีวิธีการดังนี้
1. การเพาะเมล็ดและการอนุบาลเกล้าพันธุ์เมล่อน

- ให้นำเมล็ดพันธุ์ผ้าขาวบางหรือถุงตาข่าย แช่ในน้ำอุ่น 50 องศาเซลเซียส นานประมาณ  4 - 6 ชม.  
- นำเมล็ดที่แช่น้ำอุ่นมาแล้วห่อด้วยกระดาษชำระ หรือผ้าขาวบาง  พรมน้ำให้พอมีความชื้นเล็กน้อยแต่อย่าให้แฉะ แล้วห่อด้วย ผ้าขนหนูที่เปียกพอหมาดๆ ห่อ และนำไปบ่มในอุณหภูมิ 28 - 34 องศาเซลเซียส บ่มนานประมาณ 24 - 36 ชม. เมล็ดเมล่อนจะเริ่มงอกรากยาวประมาณ 0.5 ซม. ก็สามารถย้ายลงวัสดุปลูกได้ การบ่มเมล็ดนั้นในช่วงที่มีอากาศเย็น อาจจะนำผ้าขนหนูที่ห่อเมล็ดนั้นไปใส่ไว้ในกระติกน้ำเพื่อรักษาอุณหภูมิให้เมล็ดอุ่นเพื่อให้เกิดการงอกได้ง่ายขึ้น



- ทางเซนฯ ใช้ฟองน้ำขนาด 1 x 1 นิ้ว สำหรับปลูกผักสลัดทั่วไปมาใช้เป็นวัสดุปลูก โดยอนุบาลต้นเกล้าในถาดอนุบาลประมาณ 10 - 14 วัน หรือมีใบจริงประมาณ 2 - 3 ใบก็สามารถย้ายลงแปลงปลูกได้ 


2. การย้ายลงปลูกและการไว้กิ่งแขนง

- ทางเซนฯ ทำการย้ายต้นเกล้าลงแปลงปลูกโดยทำสอบการปลูกในแปลงปลูกที่เป็นรางยาว 3 เมตร ระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 40 ซ.ม. ในแปลงทดสอบนี้ใช้รางคู่ สามารถปลูกได้ 14 ต้น ใชระบบน้ำหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ เป็นระบบ DRFT ปริมาณน้ำในระบบปลูกประมาณ 120 ลิตร 

- เชือกผยุงลำต้นผูกกับคานด้านบนของแปลง สูง 180 ซม. ใช้เชือกผูกหลวมๆ  ใต้ข้อใบเมล่อนเพื่อพยุงให้ต้นเมล่อนไม่ล้ม (ผูกข้อเว้นข้อ ขึ้นไปตามแนวเชือก)

- ระหว่างนี้เด็ดกิ่งแขนงที่งอกออกมาจากข้อใบ ตั้งแต่ข้อที่ 1 - 8 และให้ไว้กิ่งแขนงตั้งแต่ข้อใบที่ 9 - 12 เพื่อให้ติดผลในข้อใบดังกล่าว และให้เหลือใบ กิ่งแขนงประมาณ 2 - 3 ใบ ส่วนยอดของกิ่งแขนงให้ตัดออกด้วย

- เมื่อยอดเมล่อนมีใบประมาณ 25 ข้อใบแล้วให้ตัดยอดทิ้งหรือต้นสูงประมาณ 1.8 ม.เพื่อหยุดการเจริญเติบโตทางด้านบน

- หลังจากผสมเกสรจนติดผลได้ประมาณ 7 - 10 วันให้ตัดใบล่างที่ต่ำกว่าผลออกให้หมดเพื่อให้สารอาหารมาเลี้ยงที่ผลได้เต็มที่ และเป็นการระบายอากาศระหว่างต้นเมล่อนให้โปร่ง เป็นการป้องกันโรคและแมลง

- การให้ปุ๋ย เมล่อนจะมีการแบ่งเป็น 3 ช่วง คือ
1. ช่วงเจริญเติบโตทางลำต้นและใบ  ช่วงแรกนี้เป็นการให้ปุ๋ย A,B สูตรผักทานใบปกติ ในอัตราส่วน A,B อย่างละ 2 - 3 ซีซีต่อน้ำ 1 ลิตร หรือควบคุม EC ให้อยู่ที่ 1.5 - 1.8 และค่า pH ให้อยู่ที่ประมาณ 6.0 - 6.3

2. ช่วงก่อนดอกและหลังผสมเกสร   เมื่อย้ายลงปลูกได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ให้เราเสริมด้วยปุ๋ย C โดยฉีดพ่นทางใบ สัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง  หลังผสมเกสรได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ก็ให้หยุดการฉีดพ่นทางใบได้ หลังแล้วเปลี่ยนมาให้เสริมปุ๋ย C ลงในระบบน้ำแทน โดยใช้ปริมาณ 2 - 3 ซีซี / น้ำ 1 ลิตร และ ปรับ A,B เป็น 5 - 6 ซีซีต่อน้ำ 1 ลิตร หรือ EC เป็น 2.0 - 2.5 และค่า pH ให้อยู่ที่ประมาณ 6.4 - 6.6

3. ช่วงพัฒนาคุณภาพผล  เมื่อผลเมล่อนมีการขยายตัวเต็มที่แล้ว ก่อนเก็บเกี่ยว 7 - 10 วัน ใช้ปุ๋ย K ในอัตราส่วน 2 - 3 ซีซี/น้ำ 1 ลิตร (โดยให้ทางระบบรากหรือจะใช้การฉีดพ่นก็ได้)



3. การผสมเกสร



          เมล่อน เป็นพืชตระกูลแตงที่มีดอกไม่สมบูรณ์เพศ คือมีการแยกเพศระหว่างดอกตัวผู้และดอกตัวเมีย ในกรณีที่ปลูกในโรงเรือนหรือมีมุ้งคลุม ผู้ปลูกจะต้องช่วยผสมเกสรให้กับต้นแตงด้วย  ลักษณะของดอกตัวเมียจะดูได้จากฐานรองดอกจะมีลักษณะมีลูกกลมรีเล็กๆ เห็นได้ชัดเจน  ในวันที่ดอกตัวเมียบานให้เราช่วยต้นเมล่อนในการผสมเกสรดอก โดยให้เด็ดดอกตัวผู้  ออกมาแล้วดึงกลีบดอกออกให้หมด แล้วนำช่อเกสรดอกตัวผู้ที่อยู่ด้านใน มาเขี่ยกับเกสรของดอกตัวเมียก็ได้ หรือจะใช้พูกันขนอ่อนๆ เขี่ยที่เกสรดอกตัวผู้แล้วนำมาแต้มเขี่ยที่ตัวรับเกสรของดอกตัวเมียก็ได้  และต้องทำในช่วงเช้าที่ดอกตัวเมียบาน ไม่เกินเที่ยงวัน เมื่อเลยเที่ยงวันไปแล้วดอกตัวเมียจะไม่ค่อยรับการผสมจากดอกตัวผู้แล้ว และดอกตัวเมียจะบานอยู่แค่วันเดียวเท่านั้น (ในที่นี้เซนฯ ปลูกแบบเปิด มีผึ้งมาช่วยในการผสมเกสร)  หลังจากย้ายปลูกประมาณ 2 สัปดาห์ จะเริ่มมีดอกตัวเมียบานที่กิ่งแขนง

- หลังจากผสมเกสรแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ ถ้าผสมติดผลเมล่อนจะเริ่มใหญ่ขึ้น โดยมีขนาดเท่ากับผลไข่ไก่ ให้เราเลือกไว้ผลที่สมบูรณ์ที่สุดไม่บิดเบี้ยวหรือ ผลที่มีขั้วผลแข็งแรง ในหนึ่งต้นให้เหลือไว้แค่ 1 ลูก เท่านั้น ส่วนที่เหลือให้ตัดทิ้ง ลูกที่เลือกไว้กรณีปลูกนอกโรงเรือนแนะนำให้ห่อผลไว้เลยครับ แนะนำแขนงที่ดีที่สุดสำหรับการไว้ผลคือ 9 และ 10 (สูตรจากญี่ปุ่น)

- หลังติดผล 1 สัปดาห์ ทางเซนฯ ให้มีการปรับสูตรปุ๋ยในช่วงนี้ คือ  A,B   4  ซีซีต่อน้ำ 1 ลิตร และเพิ่มปุ๋ย Ca+ จำนวน 3 ซีซี/น้ำ 1 ลิตร  ลงไปในระบบปลูก  และเพิ่มค่า pH ให้อยู่ที่ประมาณ 6.5 - 6.8  เพื่อให้ผลได้รับ Ca+  มากขึ้นเพื่อให้ผลมีการขยายและพัฒนาได้อย่างเต็มที่ และเป็นการป้องกันการเกิดภาวะผลแตกเนื่องจากการขาดแคลเซียมด้วย

- ก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 7 - 10 วัน หยุดการให้ปุ๋ย A, B, C แต่ให้ปุ๋ย K ประมาณ 2 - 3 ซีซี/น้ำ 1 ลิตร เพื่อให้เมล่อนพัฒนาเรื่องสีและความหวานให้ดีขึ้น โดยจะพ่นทางใบหรือให้ทางรากก็ได้ และก่อนเก็บประมาณ 5 - 7 วัน หยุดจ่ายน้ำให้ต้นเมล่อนแห้ง และเป็นการลดปริมาณน้ำในผลเมล่อนเพื่อให้เนื้อมีความหวานมากขึ้น




4. การเก็บเกี่ยว
- การเก็บเกี่ยวเมล่อนส่วนใหญ่เราจะนับอายุของผลเป็นหลัก ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของเมล่อน รวมถึงฤดูที่ปลูกด้วย สำหรับ เมล่อนอิชิบะโคจิ มีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 50 - 55 วัน (หลังวันผสมเกสร)  หรือจะใช้วิธีสังเกตุจากภายนอกก็ได้โดยมีจุดสังเกตุคือ

1.มีตาข่ายคลุมเต็มผล
2.จับที่ก้นผลไม่แข็งหรือนิ่มเกินไป
3.ที่มือจับหรือหนวดที่ขั้วผลจะแห้งเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาลโดยเริ่มจากปลายเส้น
4.มีกลิ่นหอมออกมาจากผลหรือขั้วผล

- เมล่อนก่อนการเก็บเกี่ยวเมล่อนประมาณ 1 สัปดาห์ ให้เราหยุดการให้ปุ๋ย A,B กับต้นเมล่อน แต่มาใช้เป็นปุ๋ย K แทนในอัตราส่วน 200- 300 มิลิกรัม/น้ำ 1 ลิตร หรือ 2 - 3 ซีซี/น้ำ 1 ลิตร (โดยให้ทางระบบรากหรือจะใช้การฉีดพ่นก็ได้)   หากปลูกในวัสดุให้ลดการให้น้ำกับต้นเมล่อนลง โดยสังเกตุให้ใบเมล่อนเหี่ยวลงในช่วงกลางวัน การทำเช่นนี้เพื่อเร่งให้เมล่อนเร่งกระบวนการเปลี่ยนแป้งที่สะสมในผลให้เป็นน้ำตาล ทำให้เมล่อนมีปริมาณความหวานเพิ่มมากขึ้น (การใช้ปุ่๋ย K ต้องระวังอย่าให้มากเกินไป และหลีกเลี่ยงการให้ K ในช่วงผลขยายตัว เพราะอาจจะทำให้ผลแตก หรือเน่าได้)

* การทานเมล่อนให้อร่อยหลังเก็บเมล่อนมาแล้วให้ทิ้งผลไว้ที่อุณหภูมิปกติ จนขั้วผลเริ่มแห้งจากสีเขียวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ประมาณ 4 - 5 วัน จะทำให้เมล่อนมีความหวาน มากกว่าเมล่อนที่ตัดมาจากต้นใหม่ๆ  และก่อนจะรับประทานให้ปฎิบัติดังนี้

1. นำผลเมล่อนล้างและเช็ดทำความสะอาด ผึ่งให้แห้ง ทิ้งไว้ในอุณหภูมิปกติประมาณ 3 - 5 วัน
2. นำผลเมล่อนใส่ในตู้เย็น (ช่องแช่ผัก) ทิ้งไว้ประมาณ 1 - 2 วัน การนำเมล่อนไปแช่ตู้เย็นจะทำให้เนื้อเมล่อนมีความฉ่ำน้ำเวลาทานจะอร่อยมากขึ้น
3. นำผลเมล่อนมาผ่าออกเป็น 6 - 8 ซีก
4. เขี่ยเมล็ดออก โดยไม่ต้องปาดไส้ในทิ้ง (เพราะส่วนที่อร่อยที่สุดของเมล่อนคือส่วนเนื้อด้านในสุด)
5. ใช้มีดปาดเนื้อให้ห่างจากผิวเปลือกประมาณ 1 เซนติเมตร หรือจะใช้ช้อนตักทานเลยก็ได้ครับ



เมล่อนญี่ปุ่น อิชิบะ โคจิ ที่ทางเซนฯ ทดลองปลูกแบบไฮโดรโพนิกส์ (DRFT)
มีน้ำหนักเฉลี่ยต่อผลอยู่ที่ 1,800 - 2,300 กรัม วัดความหวานได้ 17% 
เนื้อนุ่มฉ่ำน้ำ  รสหวานจัด  มีกลิ่นหอมมากเวลาทาน

















โรคและแมลงศัตรูของเมล่อน
1. โรคเหี่ยวจากเชื้อรา (Fusarium Wilt) เป็นโรคที่เกิดกับพืชตระกูลแตง

เชื้อสาเหตุ : 
Fusarium oxysporum f.sp. melonis : เป็นเชื้อสาเหตุ ของโรคเหี่ยวที่พบในเมล่อน

ลักษณะอาการ : 
เชื้อสาเหตุเข้าสู่ต้นพืชทางราก ในระยะต้นอ่อนใบเลี้ยงจะเหี่ยว เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ร่วง พืชแสดงอาการเหี่ยวเฉาจากส่วนยอดลงมา ส่วนของเถาของต้นที่โตแล้วจะแสดงอาการใบล่างเหลืองโดยอาการเริ่มต้นแสดงหลายอย่างเช่น ต้นแตก เกิดอาการเน่าที่โคนและซอกใบ ถ้าเกิดอาการเน่า และพบเชื้อราสีขาวบริเวณรอยแตก หลังจากนั้นพืชจะแสดงอาการเหี่ยวและตาย

การป้องกันกำจัด• ปรับสภาพความเป็นกรด – ด่าง ของดินปลูกให้เหมาะสมคืออยู่ที่ pH 6.5
• ใส่ปุ๋ยไนเตรท และไนโตรเจน จะสามารถลดความรุนแรงของโรค
• ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน
• ถอนต้นที่เป็นโรค(เผา)ทิ้ง และป้องกันโรคโดยการใช้สารจุลินทรีย์ เช่น ไตรโคเดอร์มา
• ใช้ เบนเลทผสม แคปแทน หรือ เทอร์ลาคลอร์ ราดโคนก่อนปลูกและหลังปลูก 15 วัน
2. โรคต้นแตกหรือยางไหล ( Gummy Stem Blight )  

เชื้อสาเหตุ : Mycosphaerella melonis ( Didymella bryoniae )
เป็นโรคที่มีการระบาดอย่างกว้างขวางในเขตร้อนและเขตกึ่งร้อน เป็นโรคที่ติดสามารถติดมากับเมล็ดพันธุ์ โรคนี้จะเข้าทำลายพืชทางแผลที่ใบและลำต้น โรคต้นแตกยางไหลจะระบาดรุนแรงในสภาพแปลงปลูกที่มีอุณหภูมิและความชื้นสูง หรือสภาพของแปลงที่มีอุณหภูมิกลางคืนต่ำ และมีความชื้นสูง

ลักษณะอาการ : อาการที่แสดงในใบแก่ แผลจะมีลักษณะกลม สีน้ำตาลอมแดง หรือมีสีดำ ขนาดประมาณ 5 มิลลิเมตร รอบแผลจะมีสีเหลือง หลังจากนั้นแผลจะฉีกขาดหรือร่วง อาการเริ่มแรกจะปรากฏที่ขอบใบและขยายเข้าไปที่ส่วนกลางของใบ การเข้าทำลายส่วนของลำต้น อาการที่ปรากฏคือ จะมีแผล เชื้อสาเหตุจะสร้างเมือกเหนียวสีน้ำตาล หรือน้ำตาลอมแดง

การป้องกันกำจัด: การป้องกันและกำจัดสามารถทำได้ดังต่อไปนี้คือ
• การปลูกพืชหมุนเวียน
• ใช้พันธุ์ต้านทานโรค
• ใช้สารเคมีฉีดพ่นเช่น อ็อกเทพ โนมิลดิว ไดแทน เอ็ม - 45, บราโว , เทอร์รานิล หรือ เอคโค



3. โรคราแป้ง ( Powdery Mildew ) 


เชื้อสาเหตุ : Erysiphe cichoracearum De candolle
Sphaerotheca fuliginea : เป็นเชื้อสาเหตุของราแป้งในเมล่อน

การแพร่กระจาย : โดยทั่วไปจะมีการแพร่กระจายโดยลม จะระบาดอย่างกว้างขวางในสภาพที่มีอุณหภูมิสูง ความชื้นสัมพัทธ์ 50 – 90 % ความเข้มของแสงต่ำ มีน้ำค้างและมีการปลูกพืชในอัตราที่จำนวนต้นสูงจนเกินไป อย่างไรก็ตามโรคราแป้งสามารถที่จะระบาดได้ดีภายใต้สภาพการปลูกที่ไม่มีน้ำค้างได้เช่นเดียวกัน

ลักษณะอาการ : เชื้อสาเหตุเข้าทำลายพืชตระกูลแตงทุกชนิด ลักษณะอาการขั้นต้น จะปรากฏเป็นจุดเหลืองอ่อนที่ ลำต้น ยอดอ่อน ทั้งด้านบนและด้านล่างของใบ เมื่อแผลมีการขยายใหญ่ขึ้น จะมี สปอร์ของเชื้อราสีขาวคล้ายแป้งปกคลุม หลังจากนั้นใบจะเปลี่ยน เป็นสีเหลืองอมน้ำตาลและแห้งกรอบ
 การป้องกันและการกำจัด
• การใช้สายพันธุ์ต้านทานโรค
• บาวีซาน อัตรา 10 – 20 กรัม ต่อ น้ำ 20 ลิตรฉีดพ่น
• ฉีดพ่นด้วย กำมะถัน ชนิดละลายน้ำอัตรา 30- 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดในสภาพอุณหภูมิต่ำ ในกรณีที่อุณหภูมิสูงจะมีผลให้ใบของเมล่อนใหม้
• ใช้ ทอปซิน, เบเลตันฉีดพ่นตามอัตราที่กำหนด



4. โรคราน้ำค้าง ( Downy Mildew) 


เชื้อสาเหตุ  : Pseudoperonospora cubensis ( Berkeley & Curtis ) Roslowzew
เป็นโรคที่ สำคัญของพืชตระกูลแตงในเขตร้อนและกึ่งร้อน แพร่กระจายโดยลม ฝน และเครื่องมือการเกษตร

ลักษณะอาการ :  อาการเริ่มแรกจะพบที่ใบล่าง โดยเกิดเป็นจุดสีเหลืองหรือสีน้ำตาลขนาดเล็ก แล้วขยายขนาดใหญ่ขึ้นเป็นรูปเหลี่ยมอยู่ระหว่างเส้นใบ นอกจากนี้สามารถตรวจสอบบริเวณใต้ใบโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนเช้ามืด จะปรากฏเส้นใยเชื้อราสีขาว หรือสีเทา ใบพืชจะแห้งตายแต่ก้านใบจะชูขึ้น ขอบใบม้วน ใบจะร่วง 

การป้องกันกำจัด :
• ใช้สารเคมีฉีดพ่น โดยใช้ แทนเอ็ม 15 กรัม + โนมิลดิว 25 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นใต้ใบทุกๆ 7 วัน หากมีการระบาดรุนแรง ใช้ ลอนมิเนต 1- 2 ช้อนชาผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น ให้ทั่วทุก 7 วัน ประมาณ 2- 3  ครั้ง
• ฉีดพ่นด้วย ริดโดมิล โกล เอ็ม แซด , บราโว 82 W, เทอรานิล หรือ  เอคโค เมื่อโรคเข้าทำลาย 3- 7 วัน
• ใช้พันธุ์ต้านทาน



แมลงศัตรูที่สำคัญ

1. เพลี้ยไฟ (Thrips) 
          เป็นแมลงที่มีขนาดเล็กมากเท่าปลายเข็ม ตัวอ่อนมีสีแดง ตัวแก่เป็นสีดำ ดูดน้ำเลี้ยงที่ปลายยอดอ่อนของต้น ทำให้ยอดชะงักการเจริญเติบโต หดสั้น บิดเบี้ยว ระบาดมาในสภาพอากาศร้อนและแห้งของฤดูร้อน โดยมีลมเป็นพาหนะพาเพลี้ยไฟเคลื่อนย้ายมาจากที่อื่น ป้องกันกำจัดได้ด้วยการปลูกพืชที่กันชนที่ต้านทานเพลี้ยไฟ เช่น มะระ ล้อมรอบแปลง และ ฉีดพ่นป้องกันกำจัดแมลงโดยใช้ ยาเส้น 1 ขีด ต่อน้ำ 5 ลิตร แช่ 1 คืน  ฉีดพ่นทุกๆ 3 - 7 วัน 


2. ด้วงเต่าแตง (Leaf beatle) 
          เป็นแมลงปีกแข้ง ลำตัวยาวประมาณ 1 ซม. ปีกมีสีเหลืองปนส้ม กัดกินใบแตงให้แหว่งเป็นวงๆ ถ้าระบาดและทำความเสียหายให้กับใบจำนวนมาก ให้ฉีดพ่นด้วยเชื้อราบิวเวอร์เรีย


3. หนอนชอนใบ (Leaf minor) 
          เป็นแมลงตัวเล็กที่ชอนไชอยู่ใต้ผิวใบ กัดกินเนื้อใบเป็นทางยาวคดเคี้ยวไปทั่วทั้งผืนใบ โดยทั่วไปไม่พบว่ามีการระบาดมากในพืชตระกูลแตงเท่าใดนัก แต่ในกรณีที่มีการระบาดมาก และเกิดขึ้นในระยะแรกของการเจริญเติบโตจะทำให้พื้นที่ใบเสียหายส่งผลให้กระทบกระเทือนต่อการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตต่อไปของต้นแตงเทศ วิธีการกำจัดต้องใช้สารสกัดจากสะเดา, ยาเส้น หรือบิวเวอร์เรีย

4. แมลงวันผลไม้ (Melon fruit fly) 
          เป็นแมลงที่ทำความเสียหายแก่ผลไม้มากที่สุดชนิดหนึ่ง ตัวเมียจะวางไข่ในผลไม้ใกล้สุก ทำให้เกิดตัวหนอนชอนไชอยู่ในผล ทำให้เกิดแผล เน่าเสียราคา วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันคือการห่อผลก่อนที่ผลไม้จะสุกแก่


ตัวอย่างการปลูกเมล่อนด้วยวิธีต่างๆ
http://www.youtube.com/watch?v=exmNdxzViEw  การปลูกเมล่อนโดยไม่ใช้ดิน

http://www.youtube.com/watch?v=g-i1rT2YTIY       การปลูกเมล่อนโดยไม่ใช้ดิน

http://www.youtube.com/watch?v=8TnVJ4E5bWk  การปลูกเมล่อน (ม.เกษตรศาสตร์)

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เมล่อนญี่ปุ่น ฮารุกิ (Haruki F1)


เมล่อนเนื้อสีส้มเข้มจากญี่ปุ่น จากเมือง Furano   ซึ่งทางเซนฯ ทำการทดสอบปลูกแบบระบบ DRFT แบบหมุนเวียนสารละลายกลับมาใช้อีก ในช่วงฤดูหนาว ปรากฎว่าสามารถทนต่ออากาศหนาวเย็นได้เป็นอย่างดี สามารถเจริญเติบโตได้เป็นปกติ น้ำหนักเฉลี่ยต่อผลอยู่ที่ 1,500 - 2,000 กรัม ตาข่ายนูนละเอียดชัดเจน เนื้อด้านในมีสีส้มเข้ม เนื้อหวานกรอบ มีกลิ่นหอมมาก ทางเซนฯ ทดสอบเปอร์เซ็นต์ความหวาน ได้ 15%


























วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เมล่อน สวีทร็อค(ฺSweet Rock Melons)


จากการทดลองปลูก สวีทร็อค เมล่อน ในระบบ DRFT ปรากฎว่าเจริญเติบโตได้ดี มีความต้านทานต่อโรค และแมลงในระดับปานกลาง น้ำหนักผลที่ได้ประมาณ 2,000 - 2,300 กรัม  เมล่อนนี้มีกลิ่นหอม และเนื้อสีส้มเนียนละเอียดมาก อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 35 วัน (หลังผสมเกสร)  หรือสังเกตุที่ลักษณะดังนี้
1. ขั้วผลมีรอยแตกประมาณ 40-50%
2. สีของเปลือกจากสีขาวเขียว เปลี่ยนเป็นสีเหลืองเทา
3. มีกลิ่นหอมออกมากจากผล

จากการทดสอบเปอร์เซนต์น้ำตาลของสวีทร็อค เมล่อนวัดความหวานได้ที่ 13% เป็นเมล่อนที่มีระดับความหวานระดับกลางๆ แต่มีเนื้อเนียนละเอียด สีส้มสวย และกลิ่นหอมมาก ข้อดีอีกอย่างของเมล่อนชนิดนี้คือมีอายุเก็บเกี่ยวค่อนข้างสั้น มีน้ำหนักต่อผลค่อนข้างมาก  แต่ข้อเสียของเมล่อนชนิดนี้ผมว่าเปลือกจะหนาไปหน่อย
























ผักกาดขาว โตเกียว เบกาน่า (Tokyo Bekana)



ผักกาดขาว โตเกียว เบกาน่า ที่ทางเซนฯ ทำการทดลองปลูกในระบบ DRFT สามารถเจริญเติบโตได้เร็วมากในภาพมีอายุปลูกเพียง 32 วันเท่านั้นก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว









วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

สลัด ทอม ทัมป์ (Tom Tumb Lettuce)




ทางเซนฯ ได้ทำการทดลองปลูก บัตเตอร์เฮด ทอมทัมป์ในรางปลูกแบบ DRFT อายุเก็บเกี่ยว 40 - 50 วัน สลัดทอมทัมป์ มีลักษณะของรูปทรงกลมสวยงาม ใบมีลักษณะกลม ขอบใบ และผิวใบหยิกเป็นลอนคลื่น สีใบเขียวอ่อน เนื้อใบนวล ก้านใบกรอบ มีรสหวานอร่อยมาก ใบที่มีขนาดกลมมน ขนาดเล็กทำให้สะดวก และสวยงามเมื่อนำไปจัดใส่จานอาหาร













ตัวอย่างการกำหนดค่า EC สำหรับผักสลัด ทอม ทัมป์ (ในพื้นที่อากาศร้อน)

1. หลังเพาะเมล็ดได้ประมาณ 7 วัน เริ่มให้ปุ๋ยอ่อนๆ โดยให้ค่า EC ประมาณ 1.0 - 1.2 ms/cm

2. เมื่อครบกำหนด 10 - 14 วัน หรือต้นเกล้าเริ่มมีใบจริงประมาณ 2 - 3 ใบ ก็สามารถย้ายลงแปลงปลูกได้เลย โดยกำหนดค่า EC สำหรับผักสลัดในช่วงนี้ อยู่ที่ประมาณ 1.4 - 1.6 ms/cm

3. ช่วงผักมีอายุได้ประมาณ 15 - 20 วัน ให้กำหนดค่า EC สำหรับผักสลัดในช่วงนี้ อยู่ที่ประมาณ 1.4 - 1.5 ms/cm และควรฉีดพ่น แคลเซียม และโบรอน สัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง เพื่อป้องกันอาการปลายใบไหม้ (Tip burn)

4. ช่วงผักมีอายุได้ประมาณ 21 - 25 วัน ให้กำหนดค่า EC สำหรับผักสลัดในช่วงนี้ อยู่ที่ประมาณ 1.3 - 1.4 ms/cm และควรฉีดพ่น แคลเซียม และโบรอน สัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง เพื่อป้องกันอาการปลายใบไหม้ (Tip burn)

5. ช่วงผักมีอายุได้ประมาณ 30 - 35  วัน ให้กำหนดค่า EC สำหรับผักสลัดในช่วงนี้ อยู่ที่ประมาณ 1.2 - 1.3 ms/cm และควรฉีดพ่น แคลเซียม และโบรอน สัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง เพื่อป้องกันอาการปลายใบไหม้ (Tip burn)

6. เมื่อผักมีอายุได้ประมาณ 40 - 50  วัน ให้กำหนดค่า EC สำหรับผักสลัดในช่วงนี้ อยู่ที่ประมาณ 1.0 - 1.2 ms/cm และควรฉีดพ่น แคลเซียม และโบรอน สัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง เพื่อป้องกันอาการปลายใบไหม้ (Tip burn) ก่อนเก็บเกี่ยว ให้กำหนดค่า EC สำหรับผักสลัดในช่วงนี้ ให้ต่ำกว่า 1.0 หรือจะใช้น้ำเปล่าเลี้ยงประมาณ 2 - 3 วันก่อนเก็บเกี่ยวก็ได้ครับ


ข้อแนะนำในการปลูก

1. หลังเพาะเมล็ดได้ประมาณ 2 - 3 วัน แนะนำให้นำต้นเกล้าได้รับแสงแดดตอนเช้าหรือเย็นประมาณ 3 - 4 ชั่วโมง/วัน เพื่อให้ต้นเกล้าไม่ยืดและแข็งแรงมากขึ้น


2. ในพื้นที่อากาศร้อนเมื่อผักสลัดมีอายุปลูกได้ประมาณ 20 วัน มักมีอาการขอบใบไหม้ แนะนำให้ปรับค่า EC ให้ต่ำและให้ลดการคายน้ำทางใบของพืชลง ด้วยการพลางแสง หรือเสปรย์น้ำเพื่อลดอุณหภูมิและเพิ่มความชื้นในอากาศ และควรมีการฉีดพ่น ธาตุแคลเซียม-โบรอน เสริมทางใบเพื่อป้องกันอาการขอบใบไหม้

3. ศัตรูพืชที่สำคัญของ ผักสลัด คือ เพลี้ยไฟ และหนอนใยผัก แนะนำให้ฉีดพ่นสารสกัดจากธรรมชาติเพื่อป้องกัน และกำจัด ควรหลีกเลี่ยงสารเคมีจำกัดศัตรูพืช เนื่องจากสลัดเป็นพืชอายุสั้นและต้องบริโภคส่วนที่เป็นใบจึงอาจเป็นอัตรายต่อผู้บริโภคได้

4. การปลูกสลัดแนะนำให้เปลี่ยนน้ำผสมธาตุอาหารใหม่ในช่วงที่ผัก อายุได้ 28 วัน, 35 วัน โดยลดปริมาณการใช้ปุ๋ย A,B ลงทุกๆ ช่วงอายุปลูก ข้อดีของการลดการปลูกสลัดโดยใช้ EC สูง ไปหาต่ำมีข้อดีคือ
4.1 ประหยัดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการใช้ธาตุอาหาร
4.2 เพื่อป้องกันการเกิด Tip burn โดยเฉพาะผักที่เกิดอาการดังกล่าวได้ง่ายเช่น ผักในกลุ่มคอส, บัตเตอร์เฮด และผักกาดแก้ว
4.3 ช่วยให้ผักเจริญเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
4.4 ทำให้ผักสลัดที่ปลูกไม่มีรสขม หรือมีความขมลดลงในช่วงฤดูร้อน

หมายเหตุ  ผักสลัดเป็นพืชทานใบที่มีอายุปลูกสั้น การใช้ปุ๋ยในระดับสูงเกิน 1.5 ms/cm หลังจากผักอายุได้ 30 วันไม่ได้เกิดประโยชน์ใดกับผักสลัดเลย กลับทำให้ผักมีอาการขาดธาตุแคลเซียม (Tipburn) มากขึ้นเพราะเพื่อความเข้มข้นของธาตุอาหารในระบบมีสูงเกินไป  ช่วงเวลาที่ผักสลัดสะสมอาหารมากที่สุดคือช่วงที่ผักมีอายุได้ประมาณ 15 - 30 วันแรก ซึ่งหลังอายุ 30 วันไปแล้วผักสลัดจะใช้ปุ๋ยน้อยลง ส่วนที่ผักสลัดต้องการมากที่สุดคือ น้ำ