วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2557

ข้าวโพดหวาน (Sweet Corn)


ข้าวโพดหวาน  เป็นพืชอยู่ในตระกูล Gramineae ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับหญ้าหรือข้าว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zeamays Line var. rugasa หรือ saccharata  มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาใต้  ข้าวโพดหวานมีคุณประโยชน์มากมาย นอกจากจะใช้รับประทานเป็นผักสดแล้ว ยังสามารถนำไปแปรรูปได้หลาย รูปแบบ เช่น ข้าวโพดหวานบรรจุึกระป๋องทั้งฝัก หรือบรรจุกระป๋องเฉพาะเมล็ด ทำครีมข้าวโพดหวานข้าวโพดแช่แข็ง ซึ่งผลิตภัณฑ์ ต่างๆ เหล่านี้ สามารถส่งไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี จีน และกลุ่มประเทศในแถบยุโรป

ลักษณะทั่วไปของข้าวโพดหวาน
1. ลักษณะลำต้นตั้งตรงภายในลำต้นมีลักษณะคล้ายฟองน้ำ ความสูงของลำต้นประมาณ 1 - 4 เมตร
2. ลักษณะใบ เป็นใบเดีี่ยวขึ้นเรียงสลับบนลำต้น ใบมีลักษณะเรียวยาว ปลายแหลม มีขนอ่อนปกคลุมอยู่บนใบ
3. ลักษณะดอก ข้าวโพดจะออกดอกเป็นช่อ มีดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ในต้นเดียวกัน โดยดอกตัวผู้จะออกที่บริเวณปลายยอด และดอกตัวเมียจะอยู่ต่ำลงมาออกระหว่างกาบของใบและลำต้น  เรียงเป็น 2 แถว มีประมาณ 8 - 18 ดอก  โดยดอกย่อยจะมีก้านเกสรตัวผู้จำนวน 9 - 10 อัน และมีอับเรณูสีเหลืองส้ม ยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร  ส่วนยอดเกสรตัวเมียจะเป็นเส้นบางๆ ยื่นออกมาจำนวนมากคล้ายกับเส้นไหม (หรือที่เรามักเรียกว่าหนวดข้าวโพด) เมื่อดอกเพศเมียได้รับการผสมกับเกสรตัวผู้ที่อยู่ยอดด้วยบนแล้วดอกตัวเมียจะเจริญเติบโตกลายเป็นฝักข้าวโพดต่อไป
4. ลักษณะฝักข้าวโพด จะถูกหุ้มด้วยกาบบางหลายชั้น เมื่อฝักข้าวโพดยังเล็กอยู่เปลือกหุ้มนี้จะมีสีเขียว แต่เมื่อฝักเจริญเติบโตเต็มที่เปลือกหุ้มนี้จะเริ่มมีสีอ่อนลงกลายเป็นสีเหลืองนวล  ฝักข้าวโพดมีรูปทรงเป็นทรงกระบอกในหนึ่งฝักจะมีเมล็ดเรียงเป็นแถวประมาณ 8 - 10 แถวแต่ละแถวจะมีเมล็ดประมาณ 30 เมล็ดและจะมีสีแตกต่างกันไปตามลักษณะของสายพันธุ์ เช่น สีเหลือง, สีขาว, สีม่วง, สีดำ

ลักษณะของต้นข้าวโพดหวาน


เกสรดอกตัวผู้

เกสรดอกตัวเมีย

ชนิดของข้าวโพด  จะแบ่ง ออกเป็น 7 ชนิด โดยจำแนกตามลักษณะภายนอกของเมล็ดและลักษณะของแป้ง
1. ข้าวโพดไร่ชนิดหัวบุบ  (Dent Corn)  มีลักษณะของเมล็ดตอนบนมีรอยบุบสีขาว เนื่องจากตอนบนเป็นแป้งชนิดอ่อน ส่วนด้านข้างเป็นแป้งชนิดแข็ง เมื่อนำมาตากแห้งจึงเกิดการยุบตัว

2. ข้าวโพดไร่ชนิดหัวแข็ง (Flint Corn) เป็นชนิดที่มีเมล็ดค่อนข้างแข็ง เมล็ดกลมเรียบ หัวไม่บุบ ด้านนอกหุ้มด้วยแป้งชนิดแข็ง เมื่อนำมาตากแห้งจึงไม่หดตัวหรือยุบตัว โดยมีขนาดของฝักและจำนวนแถวของเมล็ดน้อยกว่าชนิดหัวบุบ

3. ข้าวโพดหวาน (Sweet Corn) เป็นชนิดที่ปลูกเพื่อรับประทานฝักสดโดยเฉพาะ มีเมล็ดอ่อน มีรสหวานอร่อย เนื่องจากมีน้ำตาลมาก

4. ข้าวโพดคั่ว (Pop Corn) มีขนาดเมล็ดค่อนข้างเล็ก มีแป้งแข็งอยู่ภายใน ภายนอกห่อหุ้มด้วยสารที่ค่อนข้างเหนียวและยืดตัวได้ภายในมีความชื้นอยู่พอสมควร เมื่อถูกความร้อนจะเกิดแรงดันภายในเมล็ด และระเบิดออกมา  ซึ่งโดยทั่วไปจะแบ้งตามรูปร่างของเมล็ดได้ 2 จำพวก คือ เมล็ดหัวแหลม (Rice Pop corn) และเมล็ดกลม (Pearl Pop corn)

5. ข้าวโพดข้าวหนียว หรือ ข้าวโพดเทียน  (Waxy Corn)  เมล็ดจะมีความเหนียวคล้ายขี้ผึ้ง  แป้งที่ได้จะมีลักษณธคล้ายกับแป้งจากมันสำปะหลัง  ข้าวโพดชนิดนี้ปลูกเพื่อรับประทานฝักสดคล้ายกับข้าวโพดหวาน แต่รสชาดจะไม่หวานเท่า แต่เมล็ดจะมีความเหนียวนิ่ม 

6. ข้าวโพดแป้ง (Flour Corn) โดยเมล็ดของข้าวโพดชนิดนี้จะมีแป้งปริมาณมากกว่าชนิดอื่นๆ ลักษณะภายนอกจะเหมือนกับข้าวโพดไร่ชนิดหัวแข็ง แต่หัวจะบุบเพียงเล็กน้อย

7. ข้าวโพดป่า (Pod Corn) เมล็ดมีเปลือกหุ้มทุกเมล็ด และยังมีฝักอีกชั้นหนึ่ง ข้าวโพดชนิดนี้ไม่นิยมนำมาปลูกในเชิงเศรษฐกิจ แต่เป็นชนิดที่นำมาปลูกเพื่อการศึกษาเท่านั้น


ฤดูปลูก

ข้าวโพดหวาน  สามารถปลูกได้ตลอดปี แต่นิยมปลูกกันมากในช่วงฤดูฝน และสามารถปลูกได้ดีในดินทุกสภาพ แต่จะขึ้นได้ดีในสภาพดินร่วนปนทราย จะทำให้ผลผลิตดีและเก็บเกี่ยวได้เร็วกว่าความเป็นกรด-ด่าง ของดินที่เหมาะสมอยู่ในช่วง 6.0-6.5 ข้าวโพดหวานต้องการแสงแดด เต็มที่ตลอดวัน

อุณหภูมิที่เหมาะสม

อุณหภูมิที่เหมาะสมในการปลูกข้าวโพดหวาน เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงที่สุดจะอยู่ในช่วง 24-30 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิกลางคืน อยู่ในช่วง 15-18 องศาเซลเซียส จะทำให้ข้าวโพดหวานมีคุณภาพดีและมีความหวานสูง


การเตรียมแปลงปลูก

การปลูกข้าวโพดหวานจะแตกต่างจากการปลูกข้าวโพดไร่ เพราะข้าวโพดหวานต้องดูแล และปฏิบัติอย่างพิถีพิถัน เช่นเดียวกับการ ปลูกพืชผัก จึงจะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ดังนั้นในการเตรียมดินและการปลูกต้องการทำอย่างประณีต โดยการไถดินลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร แล้วตากทิ้งไว้ 7-10 วัน เพื่อกำจัดไข่แมลงและเมล็ดวัชพืช หากมีการใส่ปุ๋ยคอกหรือหว่านปูนขาวเพื่อปรับ สภาพดินควรใส่ในช่วงนี้ แล้วจึงไถพรวนอีกครั้ง จากนั้นวัดระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 80-100 เซนติเมตร ความยาวขึ้นอยู่กับ พื้นที่ ทำการขุดเป็นร่องลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร ถ้าหากสภาพดินแห้งไม่มีความชื้น ควรปล่อยน้ำเข้าตามร่อง หรือทำให้ดิน มีความชื้นบริเวณ


การปลูกข้าวโพดหวาน

ทำการเจาะหลุมปลูกบริเวณข้างๆ ร่อง ใช้ระยะห่างระหว่างหลุม(ต้น) ประมาณ 25-35 เซนติเมตร นำเมล็ดข้าวโพดหวานหยอดลงไป หลุมละ 1-2 เมล็ด ในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 1-1.5 กิโลกรัม หลังหยอดเมล็ดแล้วไม่ควรปล่อยดินแห้งเกินไป ควรให้ดินมีความชื้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรให้น้ำมากเกินไป ซึ่งจะทำให้เมล็ดข้าวโพดเน่าได้ หลังจากหยอดเมล็ดพันธุ์ 5-7 วัน ข้าวโพดก็จะเริ่มงอก ให้สังเกตุดูว่าถ้าหลุมที่ไม่งอกให้รีบปลูกซ่อมทันที


การปฏิบัติดูแลรักษาข้าวโพดหวาน

การถอนแยกต้น ควรกระทำหลังจากหยอดเมล็ด 12-14 วัน โดยการถอนแยกให้เหลือหลุมละ 1 ต้น
การให้ปุ๋ย
ครั้งที่ 1 หลังจากหยอดเมล็ดประมาณ 14-10 วัน โดยการใส่ปุ๋ย 46-0-0 ผสมกับปุ๋ย 15-15-15 ในอัตรา 1:1 (ประมาณ 50 ก.ก./ไร่) โดยหว่านที่ร่องน้ำข้างๆ ต้น แล้วกลบโคนต้น

ครั้งที่ 2 เมื่อข้าวโพดหวานเริ่มติดฝักอ่อนโดยการใส่ปุ๋ยสูตร 14-14-21 หรือ 13-13-21 อัตราประมาณ 50 ก.ก./ไร่ โดยหว่าน ที่ร่องพื้นแล้วกลบโคนต้น
การใ้หน้ำ ให้น้ำอย่างสม่ำเสมออย่าให้ขาดน้ำ โดยปล่อยเข้าตามร่องน้ำหรือให้แบบสปริงเกอร์
การกำจัดวัชพืช กระทำพร้อมๆ กับการกลบโคนต้นและการให้ปุ๋ย
การฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดโรคและแมลง การปลูกข้าวโพดหวานต้องระวังในเรื่องของหนอนเจาะฝัก หรือเจาะลำต้น ควรฉีดพ่น ยาพวกคาร์บาริล หรือยาพวกถูกตัวตาย เช่น เมทโธมิล


การเก็บเกี่ยวและการรักษา

การเก็บเกี่ยวข้าวโพดหวานเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่จะทำใหข้าวโพดหวานมีคุณภาพดีหรือเลว ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพดหวานเพื่อส่ง โรงงานหรือจำหน่ายฝักส ควรเลือกเก็บเกี่ยวในระยะที่มีน้ำตางสูงที่สุด และคุณภาพดีที่สุด หรือระยะที่เรียกว่า ระยะน้ำนม (Milk Stage) หากเลยระยะนี้ไปแล้วปริมาณน้ำตาลจะลดลงและมีแป้งเพิ่มขึ้น การเก็บเกี่ยวข้าวโพดหวานมีหลักพิจารณาง่ายๆ คือ
  1. นับอายุ หลังจากวันหยอดเมล็ด วิธีการนี้ต้องทราบอายุของข้าวโพดหวานแต่ละพันธุ์ว่าเป็นพันธุ์หนัก, เบา หรือปานกลาง เช่นพันธุ์เบา อายุ 55-65 วัน พันธุ์ปานกลาง 70-85 วัน และพันธุ์หนักตั้งแต่ 90 วันขึ้นไป
  2. เก็บสุ่มตัวอย่างในแปลงมาตรวจดู วิธีนี้แน่นอน และนิยมกระทำกัีนมากที่สุด การเก็บเกี่ยวข้าวโพดหวาน ควรเก็บเกี่ยวในเวลา เช้าตรู่และรีบส่งตลาดทันที ไม่ควรทิ้งไว้เกิน 24 ชั่วโมง เพราะจะทำให้น้ำตาลลดลง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น