วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2557

สลัดเบบี้ลีฟ (Baby Leaf Lettuce)


             การปลูกเบบี้สลัด สามารถปลูกได้ทั้งแบบไร้ดินหรือจะปลูกลงบนแปลงปลูกก็ได้ โดยใช้พื้นที่น้อยกว่าการปลูกสลัดแบบปกติมาก หากปลูกแบบไฮโดรโพนิกส์ให้ใช้ระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 10 เซ็นติเมตร หากปลูกลงวัสดุปลูกอื่นๆ อาจใช้ถาดหลุมเพาะเมล็ดในการปลูกแบบภาพตัวอย่างด้านล่างก็ได้













ตัวอย่างการปลูกเบบี้สลัดในฟาร์มต่างประเทศ  https://www.youtube.com/watch?v=jUJoOzOvQ2U
การปลูกเบบี้สลัดในกระถางขนาดเล็ก               https://www.youtube.com/watch?v=XuPSgs87Hwk
วิธีตัดเบบี้สลัด และผักชนิดต่างๆ                       https://www.youtube.com/watch?v=up18YiM5Cb4    

วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2557

แรดิช : หัวผักกาดฝรั่ง (Radish)



แรดิช (Radish) ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Raphanus sativus L. var.radicula   ชื่อเรียกทั่วไปหัวไชเท้า (หัวผักกาดฝรั่ง)
แรดิช เป็นพืชเมืองหนาวอยู่ในตระกูล กะหล่ำ มีต้นกำเนิดในประเทศอียีปต์ ต่อมาได้แพร่กระจายเข้าสู่ประเทศจีน, ญี่ปุ่น และเกาหลี เป็นพืชสองฤดูแต่นิยมปลูกเป็นพืชฤดูเดียว อายุปลูกสั้น โดยเฉลี่ยประมาณ 30 วัน ใบเป็นทรงพุ่มขนาดเล็ก มีรากสะสมอาหารอยู่ใต้ดิน ลักษณะหัวกลม หรือรูปไข่ ผิวสีแดง, เหลือง, ดำ, ม่วง, ชมพู หรือสีขาว ส่วนเนื้อด้านในเป็นสีขาว (บางสายพันธุ์อาจจะมีสีอื่นเป็นลายแซกอยู่บ้าง) 




สภาพแวดล้อมการปลูก

แรดิช เป็นพืชที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ดินที่ใช้ปลูกควรเป็นดินร่วนปนทรายที่มีอินทรีย์วัตถุสูง หน้าดินลึกพอสมควร มีการระบายน้ำ และอากาศได้ดี  มีค่าความเป็นกรด-ด่างอยู่ระหว่าง 6.0 - 6.8 ดินที่ใช้ปลูกเช่นเดียวกับพืชหัวทั่วไปควรมีความละเอียด และไม่มีเศษหิน หรือดินที่เป็นก้อนแข็ง  เนื่องจากจะทำให้ผลผลิตและคุณภาพต่ำ (รูปทรงบิดเบี้ยวได้)

อุณหภูมิที่เหมาะสม ต่อการปลูกอยู่ระหว่าง 15 - 21′C เพื่อการเจริญเติบโตและการลงหัว หากอุณหภูมิต่ำเกินไปหรือประมาณ 2 - 7′C เป็นระยะเวลาเกิน 4 วัน จะทำให้แรดิชออกดอกและทำให้ไม่มีการเจริญเติบโตลงหัว หากอุณหภูมิสูงเกินไปจะมีการเจริญเติบโตทางใบมากและการลงหัวมีขนาดเล็ก เนื้อฟ่าม แข็ง และมีกลิ่นฉุน

พื้นที่เหมาะสม แรดิชต้องการดินที่มีความชื้นสูง และสม่ำเสมอตลอดฤดูการปลูก แต่ต้องไม่แฉะ และควรได้รับแสงตลอดวัน เพื่อการเจริญเติบโต และการลงหัว ดังนั้นการเลือกที่ปลูกควรโล่งแจ้ง ไม่มีร่่มหรือเงามาบัง


การใช้ประโยชน์

แรดิช มีคุณค่าทางอาหาร เช่น ประกอบด้วยธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และคาร์โบไฮเดรตสูง แต่มีวิตามินชนิดต่างๆ ต่ำ นิยมนำมารับประทานสดในสลัด ต้มซุป, ต้มจืด, แกงส้ม


การปฏิบัติดูแลรักษาแรดิชในระยะต่างๆ ของการเจริญเติบโต

การเตรียมกล้า โดยการหยอดเมล็ด ควรระวัง อย่าหยอดเมล็ดให้ลึกเกินไป และควรหยอดด้วยความระมัดระวัง
การเตรียมดิน โรยปูนขาวละเอียด อัตรา 0-100 กรัม/ตร.ม. แล้วขุดดินตากไว้ ประมาณ 14 วัน ดินควรมีความอุดมสมบูรณ์ อย่างดี
การปลูก เมื่อขุดดินตากแดดทิ้งไว้อย่างน้อย 14 วัน แล้วควรเก็บหญ้าออกทิ้ง ขึ้นแปลงกว้าง 1 เมตร ย่อยดินให้ละเอียดใส่ปุ๋ย 12-24-12 อัตรา 30 กรัม/ตร.ม. ใส่ปุ๋ยคอกอัตรา 1 กก./ตร.ม. และโบแรกซ์ อัตรา 1 กรัม/ตร.ม. คลุกดินใ้หเข้ากัน กรีดร่องขวางแปลงห่างกัน 15 ซม. หยอดเมล็ด ในร่องระยะ 3-5 ซม. กลบดินรดน้ำให้ชุ่ม
การให้น้ำ ควรให้น้ำสม่ำเสมอ โดยการใช้มินิสปริงเกอร์
การให้ปุ๋ย ถอนต้นแยกเมื่อมีอายุได้ 10-15 วัน ละลายปุ๋ย 8-24-24 รดและกำจัดพืช

ข้อควรปฎิบัติ
  1. ควรให้น้ำสม่ำเสมอ ถ้าหากขาดความชื้นจะทำให้หัวฟ่ามแตก หรือหัวบิดเบี้ยว และสูญเสียผลผลิต
  2. ควรทำการถอนแยกต้นที่ชิดเกินไป จะทำให้หัวลีบ
  3. ควรปลูกในดินที่มีทราย หากปลูกในดินเหนียวหัวจะโตยาก
  4. ควรมีการคลุกเชื้อราไตรโครเดอร์มา ในแปลงปลูกป้องกันโรคโคนเน่า
  5. แนะนำให้มีการฉีดแคลเซียม-โบรอน เพื่อป้องกันการขาดโบรอน ที่จะทำให้หัวด้านในกลวงและหัวแตกได้

การเก็บเกี่ยว
  1. เก็บเกี่ยวเมื่ออายุเหมาะสมโดยการถอนด้วยมือ
  2. ตัดใบใหเหลือก้านใบยาว 5 มิลลิเมตร อย่าให้สีผิวถลอกช้ำ
  3. จัดมาตรฐานและคัดหัวที่มีตำหนิ รูปร่างผิดปกติทิ้ง


โรคแมลงศัตรูที่สำคัุญของแรดิชในระยะต่างๆ ของการเจริญเติบโต

ระยะปลูก-ถอนแยก 10-15 วัน ด้วงหมัดผัก, โคนเน่า
ระยะเจริญเติบโต 15-20 วัน ด้วงหมัดผัก, เสี้ยนดิน
ระยะโตเต็มที่ 20-25 วัน ด้วงหมัดผัก, เสี้ยนดิน