วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

มะเขือเทศเนื้อ โรม่า (Tomato Roma NS501 F1)



ทางเซนฯ ได้ทำการทดลองปลูก มะเขือเทศเนื้อ โรม่า NS501 ในระบบรางปลูก DRFT ในสภาพแวดล้อมนอกโรงเรือน ปรากฎว่ามะเขือเทศดังกล่าวสามารถทนต่อโรคและแมลงได้ดีมาก และช่วงที่ปลูกเป็นช่วงฤดูร้อนที่มีอุณหภูมิค่อนข้างสูง แต่มะเขือเทศเนื้อ โรม่า ยังคงออกดอกและติดผลจำนวนมาก  มะเขือเทศสายพันธุ์นี้ทางเซนฯ จึงแนะนำให้สำหรับผู้ที่ต้องการปลูกมะเขือเทศเนื้อนอกโรงเรือนได้ลองดู









วันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2559

มะเขือเทศหวาน โทเมโทเบอรี่ (Tomatoberry F1)



ทางเซนฯ ทำการทดลองปลูกมะเขือเทศหวาน (รูปหัวใจ) Tomatoberry ในระบบ DRFT แบบหมุนเวียนสารละลายกลับมาใช้ใหม่ ต้นโทมาโทเบอรี่เจริญเติบโตได้ดี แต่ยังคงต้องอาศัยอากาศที่ค่อนข้างเย็นในการติดผลที่สมบูรณ์ ลักษณะของผลรูปทรงกรวย แบบผลสตรอเบอรี่  สีแดงสด เนื้อกรอบ รสหวาน อร่อยมาก


























วิธีการเพาะเมล็ด
1. การเพาะเมล็ดมะเขือเทศ
         นำเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศแช่ในน้ำสะอาดประมาณ ประมาณ ไม่เกิน 1 สัปดาห์ จะสังเกตุเห็นรากสีขาวโผล่ออกจากเมล็ดให้รีบย้ายปลูกได้เลยครับ


2. การเพาะกล้า
 บรรจุวัสดุเพาะกล้า (พีทมอส, เพอร์ไลท์, ฟองน้ำ ฯลฯ) 

 นำเมล็ดทีบ่มการงอกมาหยอดลงในถาดเพาะโดยวางให้เมล็ดอยู่ในแนวนอนทำมุมประมาณ 45 องศา และปลายรากแทงลงวัสดุเพาะ ระวังอย่าให้รากอ่อนของเมล็ดหักหรือแห้ง กลบด้วยวัสดุเพาะกล้า แล้วกดทับเบาๆ

 รดน้ำให้ชุ่ม นำไปเก็บในโรงเรือนเพาะกล้า หรือบริเวณที่มีแสงแดดรำไร

 รดน้ำทุกวัน เพื่อให้วัสดุเพาะกล้าชุ่มอยู่เสมอ จนอายุกล้าได้ 20-30 วัน ก็สามารถย้ายปลูกได้เลยครับ


3. การย้ายกล้า
ควรย้ายกล้าเมื่อมีใบแท้ 4-5 ใบ หรืออายุไม่เกิน 20-30 วัน ข้อควรระวังในการย้ายกล้าลงปลูกในแปลง ควรปฏิบัติดังนี้
1. หากมีการเคลื่อนย้ายต้นกล้าจากโรงเรือนไปแปลงเพาะปลูกที่มีระยะห่างกันมาก ควรพักต้นกล้าก่อน  ปลูกอย่างน้อย 1 วัน

2. ก่อนปลูก 2 วัน ควรรดน้ำแปลงให้ชุ่ม และพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงและโรคพืช

3.  ควรย้ายกล้าในช่วงเย็น อากาศไม่ร้อนแดดไม่จัด

4.  หลุมปลูกควรมีความลึกและกว้าง เท่ากับขนาดหลุมของถาดเพาะกล้า

5. ควรระวังอย่าให้วัสดุเพาะแตกหรือรากขาด เพราะจะทำให้ต้นกล้าชะงักการเจริญเติบโต (ควรฉีดยาป้องกันเชื้อราร่วมด้วย)

6.  เวลาย้ายต้นกล้าจากถาดเพาะลงแปลง ให้จับบริเวณปลายยอดไม่ควรดึงหรือบีบบริเวณโคนต้นกลบดินครอบคลุมโดนต้นกล้า


การตัดแต่งมะเขือเทศ
สำหรับมะเขือเทศ โทเมโทเบอรี่ จะมีจำนวนผลต่อกิ่งประมาณ 15 - 18 ลูก แต่เพื่อความสมบูรณ์ของผลเราจึง ควรมีการจำกัดจำนวนผลใน 1 ช่อ โดยการตัดผลส่วนปลายออกบางส่วน    คงเหลือไว้ 10 -15 ผลต่อช่อ เพื่อให้ผลมีขนาดใหญ่ มีสม่ำเสมอ และได้ความหวานสูงสุด



ขั้นตอนการตัดแต่งแขนง
มะเขือเทศควรมีการตัดแต่งและเด็ดแขนงด้านข้าง และใบแก่ด้านล่างที่ต่ำกว่าช่อดอกออก (ตามภาพด้านล่าง) เพื่อทำให้ต้นพืชมีการระบายอากาศได้ดี ซึ่งช่วยลดการเข้าทำลายของโรค  และควรเด็ดแขนงด้านข้างก่อนยาวมากกว่า 5 ซม. ควรตัดแต่งในช่วงตอนเช้า เพื่อให้แสงแดดช่วยในการปิดบาดแผล และต้นพืชสามารถรักษาแผลได้เร็ว ป้องกันการเข้าทำลายของโรคผ่านทางบาดแผล  หลังจากต้นมะเขือสูงได้ประมาณ 1.8 ม. ให้ตัดยอดต้นมะเขือออกด้วย เนื่องจากผลผลิตที่ได้จากด้านบนคุณภาพจะเริ่มลดลง
 

หมายเหตุ  กิ่งแขนงหรือลำต้นส่วนใดส่วนหนึ่งของต้นมะเขือเทศสามารถนำมาปลูกต่อได้โดยการนำกิ่งนั้นไปแช่น้ำประมาณ 7 - 10 วันจะเริ่มมีรากงอกออกมาจากกิ่งนั้น หลังจากนั้นสามารถนำกิ่งนั้นไปปลูกต่อได้โดยไม่ต้องเพาะเมล็ดใหม่



ขั้นตอนการผสมดอก
1. ในโรงเรือน การผสมเกสรของมะเขือเทศจะอาศัยผึ้งในการผสมเกสร โดยผึ้งจะถูกนำมาใส่ไว้ตั้งแต่เริ่มเกิดดอกแรก

2. ถ้าไม่ใช้ผึ้ง การผสมเกสรจะสามารถทำได้โดยการเขย่าดอก โดยทำการเขย่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์

หมายเหตุ:
เมื่ออุณภูมิกลางคืนต่ำกว่า 10 C และต่ำเป็นช่วงเวลายาวระหว่างกลางวัน จะทำให้มะเขือเทศลดจำนวนและความมีชีวิตของเกสรลง ถ้าไม่มีเกสรก็ไม่มีประโยชน์ในการใช้ผึ้งหรือการเขย่า ดังนั้นการใช้ฮอร์โมนจึงถูกนำมาใช้  ฮอร์โมนที่ใช้ช่วยให้ติดผลได้ แต่การใช้ฮอร์โมนช่วยในการติดผล จะส่งผลทำให้รูปร่างผลผิดปกติด้วย


วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เมล่อนฝรั่งเศส เซเวอร์ (Savor F1 Melon)



        เมล่อน เซเวอร์ เป็นเมล่อนจากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเมล่อนในกลุ่ม Charentais Type ซึ่งเป็นเมล่อนทีมีเนื้อที่มีส้มเข้ม  เนื้อมีความนุ่มละเอียด และที่เป็นจุดเด่นของเมล่อนชนิดนี้คือ กลิ่นที่หอมมาก โดยเมล่อนในกลุ่มนี้เป็นเมล่อนกลุ่มหลักที่ทางญี่ปุ่นมักจะเลือกใช้ในการนำไปเป็นสายพันธุ์หลักตั้งต้นในการพัฒนาสายพันธุ์เมล่อนจากญี่ปุ่นหลายสายพันธุ์

        โดยทางเซนฯ ได้เลือกสายพันธุ์ Savor F1 มาทดลองปลูกในช่วงฤดูฝน ด้วยการปลูกในระบบราง DRFT  ปรากฎว่าเมล่อน เซเวอร์ มีความต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง และราแป้ง ได้ดี มีอัตราการเจริญเติบโตดี มีเถาและขั้วผลยาวแข็งแรงดีมาก   มีอายุเก็บเกี่ยวค่อนข้างเร็วประมาณ 25 - 30 วันหลังผสมเกสร มีน้ำหนักเฉลี่ยต่อผลอยู่ที่ 600 - 1,000 กรัม  มีกลิ่นหอมแรงเมื่อสุก  เนื้อด้านในมีสีส้มเข้ม เนื้อนุ่มเนียนละเอียดฉ่ำน้ำ  ทดสอบวัดเปอร์เซ็นต์ความหวานอยู่ที่ 14 องศาบริ๊กซ์





























วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

กะหล่ำปมสีเขียว (Green Kohlrabi)


กะหล่ำปม เป็นพืชผักอยู่ในตระกูลกะหล่ำ ลำต้นส่วนที่อยู่ติดระดับดินพองออกเป็นรูปทรงกลมหรือกลมแป้น เส้นผ่านศูนย์กลาง 5 - 10 ซม. มีทั้งชนิดลำต้นสีเขียวและม่วง ใบเดี่ยว รูปรีหรือรูปไข่แกมรูปรี ปลายแหลมถึงป้าน ขอบหยักซี่ฟันหยาบๆ โดยเฉพาะส่วนใกล้โคนใบมักเว้าลึกถึงเส้นกลางใบ ก้านใบเล็กและยาว แผ่นใบมีนวล ชอบอากาศเย็น ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดและย้ายกล้าปลูกในแปลง

ชื่อพื้นเมือง : กะหล่ำปม (โคห์ลราบิ)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Brassica oleracea L. var. gongylodes L.
ชื่อวงศ์ : BRASSICACEAE (CRUCIFERAE)
ชื่อสามัญ : Kohlrabi, Turnip Rooted Cabbage

วิธีปลูก 
เพาะลงโดยตรงในวัสดุปลูกหยอดเมล็ดหลุมละ 3 - 5 เมล็ด หลังอนุบาลได้ประมาณ 10 - 14 วัน หรือเมื่อมีใบจริง 2 - 3 ใบให้ถอนออกเหลือหลุมละ 1 ต้น ระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 25 - 30 ซม.

การใช้ประโยชน์จากกะหล่ำปม
กะหล่ำปมเป็นผักที่ใช้ส่วนลำต้นที่กลมอ้วนมารับประทาน โดยรับประทานเหมือนต้นคะน้าหรือก้านคะน้า โดยนิยมนำมาผัดรวมกับผักชนิดอื่นๆ, ต้มแบบจับฉ่าย, ผัดกับไข่  หรือทานสดกับน้ำพริกก็อร่อยดีครับ


http://www.youtube.com/watch?v=NIM7Eu-KALs    การปลูกกะหล่ำปม
http://www.youtube.com/watch?v=WjwLEedi1io     การทำสลัดกะหล่ำปมแบบญี่ปุ่น
http://www.youtube.com/watch?v=08QQhXCi570   การทำสลัดกะหล่ำปมแบบญี่ปุ่น

ทางเซนฯ ได้ทดลองปลูกกะหล่ำปมเขียว สายพันธุ์ Winner F1 เมล็ดจากบริษัท Takii ประเทศญี่ปุ่น จาการทดลองปลูกปรากฎว่า สายพันธุ์ Winner F1 นี้สามารถทนต่ออากาศร้อนได้ดีเยี่ยม อีกทั้งยังมีความต้านทานต่อโรคและแมลงได้ดีมาก สามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วใช้เวลาปลูกประมาณ 50 วัน  รูปทรงลำต้นกลมได้สัดส่วน มีสีเขียวนวล เนื้อด้านในมีสีขาวเนียนละเอียด สามารถทานสดได้เนื้อหวานกรอบ หรือจะนำไปผัดกับน้ำมันก็อร่อยมาก





















วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เมล่อนญี่ปุ่น ทาคามิ (Takami F1)



เมล่อน ทาคามิ เป็นเมล่อนอีกสายพันธุ์ที่มาจากจังหวัดชิบะ เป็นเมล่อนเนื้อสีเขียวใสปนเหลือง เนื้อกึ่งนุ่ม กึ่งกรอบ ลักษณะของผลทรงกลมรีเล็กน้อย น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 1,500 - 2,000 กรัม เปลือกสีเขียวเข้ม ตาข่ายนูนละเอียดสีเทา เมื่อสุกมีกลิ่นหอม

          ทางเซนฯ ทำการทดลองปลูกเมล่อนสายพันธุ์ ทาคามิ ในระบบรากแช่ในสารละลาย แบบหมุนเวียนสารละลายกลับมาใช้ใหม่ (DRFT) ปรากฎว่าสายพันธุ์ทาคามิ สามารถทนต่ออากาศเย็นได้ดี แม้จะไม่ทนต่อโรคและแมลงเท่ากับสายพันธุ์ อิชิบะ โคจิ แต่กลิ่นที่หอมและสัมผัสที่นุ่มก็ทำให้เมล่อนสายพันธุ์นี้ได้รับความนิยมไม่แพ้เมล่อน อิชิบะ โคจิ เลย  ทางเซนฯ ได้ทำการทดสอบความหวานของ เมล่อนสายพันธุ์นี้ปรากฎว่ามีความหวานอยู่ที่ 16 บริกซ์