วันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560

สลัด เรดสตาร์ (Red Star Lettuce)


ทางเซนฯ ทดลองปลูกเรดสตาร์ (เรดโอ้ค) ในแปลง DRFT 45 ช่องปลูก ช่วงฤดูฝน ซึ่งมีอากาศค่อนข้างร้อนอบอ้าว สลับกับมีฝนตกตลอดเกือบทุกวัน  ซึ่งสภาวะอากาศแบบนี้การปลูกผักมักจะประสบปัญหาเรื่องเชื้อราทางใบ และสีของผักสลัดใบแดงจะไม่เข้มเท่าที่ควร  แต่จากการทดลองปลูกสลัด เรดสตาร์ ปรากฎว่าเรดสตาร์มีความต้านทานต่อโรคทางใบดีมาก และความเข้มของใบก็ลดลงไปไม่มากเท่ากับเรดโอ้คสายพันธุ์อื่น ทางเซนฯ จึงแนะนำเรดสตาร์ เป็นสลัดที่เหมาะกับการปลูกในช่วงเวลาที่มีแสงน้อย และมีความชื้นสูงอย่างในช่วงฤดูฝนได้ดี















ตัวอย่างการกำหนดค่า EC สำหรับผักสลัด เรดสตาร์  (ในพื้นที่อากาศร้อน)

1. หลังเพาะเมล็ดได้ประมาณ 7 วัน เริ่มให้ปุ๋ยอ่อนๆ โดยให้ค่า EC ประมาณ 1.0 - 1.2 ms/cm


2. เมื่อครบกำหนด 10 - 14 วัน หรือต้นเกล้าเริ่มมีใบจริงประมาณ 2 - 3 ใบ ก็สามารถย้ายลงแปลงปลูกได้เลย โดยกำหนดค่า EC สำหรับผักสลัดในช่วงนี้ อยู่ที่ประมาณ 1.2 - 1.3 ms/cm


3. ช่วงผักมีอายุได้ประมาณ 15 - 25 วัน ให้กำหนดค่า EC สำหรับผักสลัดในช่วงนี้ อยู่ที่ประมาณ 1.3 - 1.4 ms/cm 

และควรฉีดพ่น แคลเซียม และโบรอน สัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง เพื่อป้องกันอาการปลายใบไหม้ (Tip burn)


4. ช่วงผักมีอายุได้ประมาณ 26 - 30  วัน ให้กำหนดค่า EC สำหรับผักสลัดในช่วงนี้ อยู่ที่ประมาณ 1.2 - 1.3 ms/cm 

และควรฉีดพ่น แคลเซียม และโบรอน สัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง เพื่อป้องกันอาการปลายใบไหม้ (Tip burn)


6. เมื่อผักมีอายุได้ประมาณ 31 - 35  วัน ให้กำหนดค่า EC สำหรับผักสลัดในช่วงนี้ อยู่ที่ประมาณ 1.1 - 1.2 ms/cm 

และควรฉีดพ่น แคลเซียม และโบรอน สัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง


7.เมื่อผักมีอายุได้ประมาณ 36 - 40  วัน ให้กำหนดค่า EC สำหรับผักสลัดในช่วงนี้ อยู่ที่ประมาณ 1.0 - 1.1 ms/cm 

และควรฉีดพ่น แคลเซียม และโบรอน สัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง


8.เมื่อผักมีอายุได้ประมาณ 41 - 50  วัน ให้กำหนดค่า EC สำหรับผักสลัดในช่วงนี้ อยู่ต่ำกว่า 0.5 ms/cm 
หรือจะใช้น้ำเปล่าเลี้ยงประมาณ 3 วัน ก่อนเก็บเกี่ยวก็ได้ครับ

ข้อแนะนำในการปลูก

1. หลังเพาะเมล็ดได้ประมาณ 2 - 3 วัน แนะนำให้นำต้นเกล้าได้รับแสงแดดตอนเช้าหรือเย็นประมาณ 3 - 4 ชั่วโมง/วัน เพื่อให้ต้นเกล้าไม่ยืดและแข็งแรงมากขึ้น

2. ในพื้นที่อากาศร้อนเมื่อผักสลัดมีอายุปลูกได้ประมาณ 20 วัน มักมีอาการขอบใบไหม้ แนะนำให้ปรับค่า EC ให้ต่ำและให้ลดการคายน้ำทางใบของพืชลง ด้วยการพลางแสง หรือเสปรย์น้ำเพื่อลดอุณหภูมิและเพิ่มความชื้นในอากาศ และควรมีการฉีดพ่น ธาตุแคลเซียม-โบรอน เสริมทางใบเพื่อป้องกันอาการขอบใบไหม้

3. ศัตรูพืชที่สำคัญของ ผักสลัด คือ เพลี้ยไฟ และหนอนใยผัก แนะนำให้ฉีดพ่นสารสกัดจากธรรมชาติเพื่อป้องกัน และกำจัด ควรหลีกเลี่ยงสารเคมีจำกัดศัตรูพืช เนื่องจากสลัดเป็นพืชอายุสั้นและต้องบริโภคส่วนที่เป็นใบจึงอาจเป็นอัตรายต่อผู้บริโภคได้

4. การปลูกสลัดแนะนำให้เปลี่ยนน้ำผสมธาตุอาหารใหม่ในช่วงที่ผัก อายุได้ 28 วัน (หรืออายุผัก 4 สัปดาห์) โดยลดปริมาณการใช้ปุ๋ย A,B ลงทุกๆ ช่วงอายุปลูก ข้อดีของการลดการปลูกสลัดโดยใช้ EC สูง ไปหาต่ำมีข้อดีคือ
4.1 ประหยัดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการใช้ธาตุอาหาร
4.2 เพื่อป้องกันการเกิด Tip burn โดยเฉพาะผักที่เกิดอาการดังกล่าวได้ง่ายเช่น ผักในกลุ่มคอส, บัตเตอร์เฮด และผักกาดแก้ว
4.3 ช่วยให้ผักเจริญเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
4.4 ทำให้ผักสลัดที่ปลูกไม่มีรสขม หรือมีความขมลดลงในช่วงฤดูร้อน 

5.แนะนำให้เปลี่ยนน้ำผสมปุ๋ยใหม่เมื่อผักมีอายุได้ประมาณ 25 วัน

หมายเหตุ  ผักสลัดเป็นพืชทานใบที่มีอายุปลูกสั้น การใช้ปุ๋ยในระดับสูงเกิน 1.5 ms/cm หลังจากผักอายุได้ 30 วันไม่ได้เกิดประโยชน์ใดกับผักสลัดเลย กลับทำให้ผักมีอาการขาดธาตุแคลเซียม (Tipburn) มากขึ้นเพราะเพื่อความเข้มข้นของธาตุอาหารในระบบมีสูงเกินไป  ช่วงเวลาที่ผักสลัดสะสมอาหารมากที่สุดคือช่วงที่ผักมีอายุได้ประมาณ 10 - 30 วันแรก ซึ่งหลังอายุ 30 วันไปแล้วผักสลัดจะใช้ปุ๋ยน้อยลง ส่วนที่ผักสลัดต้องการมากที่สุดคือ น้ำ

วันอังคารที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

แตงกวาญี่ปุ่น (Japanese Cucumber)



ทางเซนฯ ได้ทำการทดลองปลูกแตงกวาญี่ปุ่นสายพันธุ์ "Natsu Suzumi F1" หรือมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า "Southern delight F1" เป็นแตงกวาสายพันธุ์ญี่ปุ่นแท้ จากบริษัท Takii & Co., Ltd. โดยทดลองปลูกแบบรากแช่ในสารละลาย ระบบ DRFT โดยหมุนเวียนสารละลายกลับมาใช้ใหม่ ต้นแตงกวาเจริญเติบโตได้ดี ลำต้นแข็งแรงดีมาก ก้านใบ และแขนงมีการเจริญเติบโตได้ดี ทนต่อโรคราน้ำค้างและโรคใบจุดได้ดีมาก ผลของแตงมีความยาวประมาณ 8 - 10 นิ้ว  น้ำหนักเฉลี่ยต่อผลอยู่ที่ 200 กรัม ผลมีเนื้อแน่นกรอบ ไส้ในเล็กมาก มีรสหวานและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ตามลักษณะโดยทั่วไปของแตงกวาญี่ปุ่น



































แตงกวาญี่ปุ่น มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cucumis sativas จัดอยู่ในตระกูล Cucurbitaceae มีถิ่นกำเนิดแถบเอเซียและแอฟริกา เป็นพืชล้มลุก ที่มีลำต้น เป็นเถาเลื้อย มีความยาวตั้งแต่ 40 เซนติเมตรขึ้นไป ลำต้นเป็นเหลี่ยม มีขนปกคลุม ขึ้นอยู่ทั่วไป มีระบบรากเป็นรากแก้ว ใบเป็นใบเดี่ยว มีมุมแหลม ใบมีขนปกคลุม แตงกวามีดอกตัวผู้และตัวเมียในต้นเดียวกัน แต่จะแยกกัน ดังนั้นจึงต้องใช้แมลงในการช่วยผสมเกสร ดอกตัวผู้จะเกิดเป็นกลุ่มบริเวณข้อใบ ส่วนดอกตัวเมีย จะเกิดเดี่ยวๆ ที่บริเวณกิ่งแขนง ดอกสีเหลือง ดอกตัวเมียมีลักษณะสังเกตคือ คล้ายแตงกวาผลเล็กๆ ตัดกับกลีบดอก ส่วนดอกตัวผู้จะมีเฉพาะก้านดอก
ผลแตงกวาอ่อนมีหนามสั้นๆ เมื่อแก่จะหลุดออก ผิวเป็นร่องหรือปุ่ม ผลมีสีเขียว เนื้อผลหนาฉ่ำน้ำ เนื้อแ่น่น กรอบ ไส้ผลมีขนาดเล็ก


สภาพที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของแตงกวาญี่ปุ่น
อุณหภูมิ ที่เหมาะสมต่อการปลูกอยู่ระหว่าง 18-24′C ความชื้นในอากาศต่ำ และได้รับแสงอย่างเต็มที่ ตลอดทั้งวัน การปลูกในฤดูหนาว จะใช้เวลานานกว่าการปลูกในฤดูร้อน หากสภาพอากาศร้อนเกินไป จะมีแต่ดอกตัวผู้ ผสมไม่ติด ทำให้ผลผลิตต่ำ

ดิน แตงกวาญี่ปุ่นสามารถเจริญเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ดินที่เหมาะสมคือ ดินร่วนปนทราย ที่มีสภาพเป็นกรดเล็กน้อย pH ที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 5.5-6.5 ดินควรมีอินทรีย์วัตถุสูง การระบายน้ำดี มีความชื้นในดินพอเหมาะ น้ำไม่ขังแฉะ เพราะหากน้ำขังจะทำให้เกิดโรคได้ง่าย อย่างไรก็ตามในช่วงการปลูก ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ตลอดฤดูกาลผลิต

การใช้ประโยชน์และคุณค่าทางอาหารของแตงกวาญี่ปุ่น

แตงกวาญี่ปุ่น มีเอ็นไซม์อีเรพซิน (erepsin) ช่วยย่อยโปรตีนได้ สรรพคุณของแตงกวา ขับปัสสาวะ แก้ไข้ กระหายน้ำ ใบแตงกวาแก้ ท้องเสีย และช่วยลดความดันโลหิตสูง

แตงกวาญี่ปุ่นนิยมรับประทานสด แต่สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด เช่น ผัด ต้ม ดอง นึ่ง หรือนำมาคั้นน้ำเป็นเครื่องดื่ม หรือนำมาตกแต่งจานอาหาร

 
(การปลูกแตงกวาแบบไฮโดรฯ ในต่างประเทศ)

การปฏิบัติดูแลรักษาแตงกวาญี่ปุ่นในระยะต่างๆ ของการเจริญเติบโต

การเตรียมกล้า
  1. ใส่น้ำให้ท่วมเมล็ด 4 ชั่วโมง และเทน้ำทิ้ง
  2. ผึ่งเมล็ดให้แห้ง
  3. ใส่น้ำอุ่นอุณหภูมิ 50 - 55′C ให้ท่วมเมล็ด 15 นาที และเทน้ำทิ้ง การเตรียมน้ำอุ่น 55′C ทำได้โดยผสมน้ำร้อนกับน้ำอุณหภูมิห้อง ในอัตราส่วนน้ำร้อน 3 ส่วนต่อน้ำอุณหภูมิปกติ 2 ส่วน โดยปริมาตร และการเปลี่ยนน้ำอุ่นแช่เมล็ดทุก 5 นาที ประมาณ 3 ครั้ง
    * อุณหภูมิน้ำร้อนที่วางนอกกระติกลดลงเร็วมาก จึงควรกดน้ำร้อนจากกระติกทันเมื่อต้องการผสม
  4. เมื่อแช่เมล็ดด้วยน้ำอุ่นแล้วให้ผึ่งเมล็ดในที่ร่มให้แห้ง
  5. หยอดเมล็ดในถาดหลุมที่มีวัสดุปลูกเมล็ดละหลุม และให้น้ำสม่ำเสมอ
  6. ย้ายปลูกต้นกล้าเมื่อใบจริงใบที่สองเริ่มคลี่ ประมาณ 10-14 วัน หลังเพาะกล้า การย้ายปลูกต้นกล้าช้าเกินไป พืชจะชงัก การเจริญเติบโต
  7. คัดต้นกล้าที่ถูกเชื้อรา และหนอนชอนใบ ออกไปทำลายทิ้งเนื่องจากต้นแตงจะชะงักการเจริญเติบโตหลังย้ายปลูก

การเตรียมดิน
  1. พลิกดินลึก 25 ซม. และตากดิน 7-14 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรค ไข่และตัวอ่อนแมลงในดิน
  2. ขึ้นแปลงกว้าง 1 เมตร ตามแนวยาวของโรงเรือน มีทางเดินระหว่างแปลง 0.5 เมตร
  3. คลุมแปลงด้วยพลาสติกบรอนซ์-ดำ และเจาะพลาสติกเป็น วงกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 7 ซม. ห่างเท่ากับระยะปลูก (50×60 ซม.)
  4. วางระบบน้ำ
  5. ให้น้ำจนดินอิ่มตัวที่ระดับความลึก 25 ซม. หลังให้น้ำ 2 วัน ปริมาณน้ำในดินเท่ากับปริมาณน้ำสูงสุดที่ดินสามารถดูดซับได้

การปลูก
  1. ขุดดินตรงรอยเจาะพลาสติก ลึก 10 ซม. และรองก้นหลุม ด้วยปุ๋ยหมัก อัตรา 200 กรัมต่อหลุม
  2. ผสมหัวเชื้อไตรโครเดอมา หัวเชื้อรา Baecilomy Taecilomyces รำและปุ๋ยหมัก อัตรา 1 : 1 : 4 : 10 โดยน้ำหนัก และนำเชื้อที่ผสมแล้ว 3 ช้อนแกง(40 กรัม) คลุกกับปุ๋ยหมักที่รองกันหลุม
  3. ย้ายปลูกต้นกล้า 3 วัน หลังใส่เชื้อไตรโครเดอร์มา
    * ฤดูฝน มีจิ้งหรีดกัดลำต้น แตงกวาญี่ปุ่นในแปลงปลูก อาจแก้ไขโดยสวมลำต้นด้วยปลอกพลาสติกดำ

การให้ปุ๋ย
อัตราส่วน A,B อย่างละ 3 - 4 ซีซีต่อน้ำ 1 ลิตร หรือค่า EC = 1.8 - 2.5 ms/cm

การทำค้าง  เมื่อแตงอายุ 10 วัน (หลังย้ายปลูก) ควรติดตั้งค้างเพื่อพยุงลำต้นและผล ค้างมีลักษณะเป็นเสาแถวคู่ สูง 3 เมตร ห่าง 50 ซม. แถวคู่ของเสาจะขนานกับความยาวแปลง และอยู่ชิดด้านในของต้นแตงกวาญี่ปุ่น ระยะห่างของเสาแต่ละคู่ขึ้นอยู่กับความแข็งแรง ของเสา จากนั้นขึ้งตาข่ายระหว่างเสาให้ตาข่ายด้านล่างและด้านบนอยู่สูง จากพื้น 5 และ 200 ซม. ตามลำดับ

การตัดแต่งกิ่ง
  1. ข้อที่ 1 - 5 ใช้มือเด็ดกิ่งแขนงทันทีที่ปรากฏ ไม่ควรปล่อยให้กิ่งยาว เนื่องจากกิ่งจะเหนียวและต้องใช้มีดตัด ทำให้เชื้อโรคเข้าทำลายได้ง่าย
  2. ไว้กิ่งแขนงข้อที่ 6 - 25 และตัดปลายกิ่งแขนงเมื่อกิ่งติดผล 2 ข้อ
  3. เด็ดยอดเมื่อพืชมี 25 ข้อ (ยอดสูงจากพื้นแปลง 200 ซม.) ถ้าผลอ่อนมีลักษณะบิดงอ ควรเด็ดทิ้งทันที เนื่องจากจะพัฒนาเป็นผล แตงกวาเกรด U หรือ R ซึ่งราคาต่ำมาก
  4. ตัดแต่งใบเป็นโรคทิ้ง

การพัฒนาดอกและผล
  1. หลังออกดอก 2 และ 4 วัน ดอกจะบานและติดผลตามลำดับ
  2. เก็บเกี่ยวเมื่อผลอายุ 8 - 10 วัน หลังดอกบาน เพื่อให้ได้ผลแตงกวาญี่ปุ่นเกรด 1 และ 2
อาการขาดธาตุอาหาร การขาดแคลเซียม-โบรอนทำให้ข้อสั้น ใบย่น และยอดชะงัดการเจริญเติบโต

*ข้อควรระวัง
  1. หลีกเลี่ยงการนำเชื้อโรคเข้าพื้นที่
    1. กำจัดพืชอาศัยของเชื้อโรคโดยเฉพาะไวรัส บริเวณรอบพื้นที่ปลูก เช่น ต้นลำโพง กระทกรก ตำลึง และต้นขี้กา
    2. ใช้เมล็ดปลอดโรค หรือทำให้เมล็ดปลอดโรค โดยการแช่ในน้ำอุ่น 50 - 55′C นานประมาณ 15 นาที ก่อนนำไปเพาะกล้า
  2. ลดปริมาณโรคและแมลงในแปลง
    1. ปลูกพืชหมุนเวียนตัดวงจรแมลง
    2. ขุดดินลึก 25 ซม. และตากดินอย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนปลูก
    3. ทำความสะอาดเครื่องมือ เช่น มีดที่ใช้ในการตัดแต่งกิ่งโดยแช่ใน Na3PO4 ความเข้มข้น 10 ppm. ก่อนตัดแต่งต้น ใหม่ทุกครั้ง(ใช้มีด 2 ด้ามสลับกัน)
    4. ควรให้ปุ๋ยและน้ำให้พอเพียง ต่อการเจริญเติบโตของพืชตลอดฤดูปลูกจะทำให้พืชสมบูรณ์ แข็งแรง และต้านทานโรค
    5. ตัดแต่งใบที่เป็นโรคทิ้งนอกบริเวณพื้นที่ปลูก
    6. ตัดแต่งใบที่เป็นโรคทิ้งนอกบริเวณพื้นที่ปลูก
    7. ควรเดินตรวจแปลงสม่ำเสมอ เนื่องจากการกำจัดโรคและแมลง เมื่อเริ่มระบาดจะได้ผลดีกว่า เมื่อระบาดรุนแรงมากแล้ว
    8. ใช้สารเคมี ควรมีโปรแกรมฉีดพ่นสารเคมีเพื่อป้องกันโรคและแมลง
    9. ใช้พันธุ์ต้านทานโรคและแมลง


โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญของแตงกวาญี่ปุ่นในระยะต่างๆ ของการเจริญเติบโต

ระยะกล้า 7 วัน โรคเหี่ยว, โรคไวรัส, โรครากปม, หนอนชอนใบ,
ระยะย้ายปลูก-ตั้งตัว 7-10 วัน โรคราน้ำค้าง, โรคเหี่ยว, โรคราแป้ง, โรคไวรัส, โรครากปม, หนอนชอนใบ, เพลี้ยไฟ,
ระยะเริ่มติดดอกและการเจริญเติบโต 37-45 วัน โรคราน้ำค้าง, โรคเหี่ยว, โรคราแป้ง, โรคแอนแทรกโนส, โรคไวรัส, โรครากปม, หนอนชอนใบ, เพลี้ยไฟ,
ระยะเก็บเกี่ยว 45-75 วัน โรคราน้ำค้าง, โรคเหี่ยว, โรคราแป้ง, โรคแอนแทรกโนส, โรคไวรัส, โรครากปม, หนอนชอนใบ, เพลี้ยไฟ, แมลงวันแตง,


http://www.youtube.com/watch?v=uFCG9DaS3ek   การปลูกแตงกวาญี่ปุ่น อ.แม่ออน  จ.เชียงใหม่


***************************************************************

วันอาทิตย์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2560

มะเขือเทศ บิ๊กบีฟ (Big Beef Tomato)



หลังจากที่ได้รับเมล็ดจาก จากบริษัท Takii Co.Ltd. ประเทศญี่ปุ่น แล้วทางเซนฯได้ทำการทดลองปลูกมะเขือเทศบิ๊กบีฟ สายพันธุ์ "Grandeur F1"  เป็นมะเขือเทศที่เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อนบ้านเราได้ดี  เป็นสายพันธุ์ที่มีลำต้น ก้านผลแข็งแรงมาก ทนต่อโรคไวรัส ได้ดี ผลมีสีแดงเข้มขนาดใหญ่ รสชาดของเนื้อเนียนหวานอร่อยมาก อายุเก็บเกี่ยวรุ่นแรกประมาณ 80 วันนับจากวันเพาะเมล็ด






















วิธีการเพาะเมล็ด
1. การเพาะเมล็ดมะเขือเทศ
         นำเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศแช่ในน้ำสะอาดประมาณ ประมาณ ไม่เกิน 1 สัปดาห์ จะสังเกตุเห็นรากสีขาวโผล่ออกจากเมล็ดให้รีบย้ายลงวัสดุปลูกได้เลยครับ ด้วยถ้าปลูกลงดินก็ส่งลงถาดหลุมที่ใส่วัสดุเพาะเกล้า หรือถ้าปลูกแบบรากแช่ก็ย่ายใสวัสดุปลูกที่เป็นฟองน้ำ, ร็อควู้ด ฯลฯ และอนุบาลเกล้าแบบการปลูกผักไฮโดรฯ


2. การเพาะกล้า
 บรรจุวัสดุเพาะกล้า (พีทมอส, เพอร์ไลท์, ฟองน้ำ ฯลฯ) 

 นำเมล็ดทีบ่มการงอกมาหยอดลงในถาดเพาะโดยวางให้เมล็ดอยู่ในแนวนอนทำมุมประมาณ 45 องศา และปลายรากแทงลงวัสดุเพาะ ระวังอย่าให้รากอ่อนของเมล็ดหักหรือแห้ง กลบด้วยวัสดุเพาะกล้า แล้วกดทับเบาๆ

 รดน้ำให้ชุ่ม นำไปเก็บในโรงเรือนเพาะกล้า หรือบริเวณที่มีแสงแดดรำไร

 รดน้ำทุกวัน เพื่อให้วัสดุเพาะกล้าชุ่มอยู่เสมอ จนอายุกล้าได้ 20-30 วัน ก็สามารถย้ายปลูกได้เลยครับ


3. การย้ายกล้า
ควรย้ายกล้าเมื่อมีใบแท้ 4-5 ใบ หรืออายุไม่เกิน 20-30 วัน ข้อควรระวังในการย้ายกล้าลงปลูกในแปลง ควรปฏิบัติดังนี้
1. หากมีการเคลื่อนย้ายต้นกล้าจากโรงเรือนไปแปลงเพาะปลูกที่มีระยะห่างกันมาก ควรพักต้นกล้าก่อน  ปลูกอย่างน้อย 1 วัน

2. ก่อนปลูก 2 วัน ควรรดน้ำแปลงให้ชุ่ม และพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงและโรคพืช

3.  ควรย้ายกล้าในช่วงเย็น อากาศไม่ร้อนแดดไม่จัด

4.  หลุมปลูกควรมีความลึกและกว้าง เท่ากับขนาดหลุมของถาดเพาะกล้า

5. ควรระวังอย่าให้วัสดุเพาะแตกหรือรากขาด เพราะจะทำให้ต้นกล้าชะงักการเจริญเติบโต (ควรฉีดยาป้องกันเชื้อราร่วมด้วย)

6.  เวลาย้ายต้นกล้าจากถาดเพาะลงแปลง ให้จับบริเวณปลายยอดไม่ควรดึงหรือบีบบริเวณโคนต้นกลบดินครอบคลุมโดนต้นกล้า


ขั้นตอนการตัดแต่งแขนง
มะเขือเทศควรมีการตัดแต่งและเด็ดแขนงด้านข้าง และใบแก่ด้านล่างที่ต่ำกว่าช่อดอกออก (ตามภาพด้านล่าง) เพื่อทำให้ต้นพืชมีการระบายอากาศได้ดี ซึ่งช่วยลดการเข้าทำลายของโรค  และควรเด็ดแขนงด้านข้างก่อนยาวมากกว่า 5 ซม. ควรตัดแต่งในช่วงตอนเช้า เพื่อให้แสงแดดช่วยในการปิดบาดแผล และต้นพืชสามารถรักษาแผลได้เร็ว ป้องกันการเข้าทำลายของโรคผ่านทางบาดแผล  หลังจากต้นมะเขือสูงได้ประมาณ 1.8 ม. ให้ตัดยอดต้นมะเขือออกด้วย เนื่องจากผลผลิตที่ได้จากด้านบนคุณภาพจะเริ่มลดลง
 

หมายเหตุ  กิ่งแขนงหรือลำต้นส่วนใดส่วนหนึ่งของต้นมะเขือเทศสามารถนำมาปลูกต่อได้โดยการนำกิ่งนั้นไปแช่น้ำประมาณ 7 - 10 วันจะเริ่มมีรากงอกออกมาจากกิ่งนั้น หลังจากนั้นสามารถนำกิ่งนั้นไปปลูกต่อได้โดยไม่ต้องเพาะเมล็ดใหม่



ขั้นตอนการผสมดอก
1. ในโรงเรือน การผสมเกสรของมะเขือเทศจะอาศัยผึ้งในการผสมเกสร โดยผึ้งจะถูกนำมาใส่ไว้ตั้งแต่เริ่มเกิดดอกแรก

2. ถ้าไม่ใช้ผึ้ง การผสมเกสรจะสามารถทำได้โดยการเขย่าดอก โดยทำการเขย่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์

หมายเหตุ:
เมื่ออุณภูมิกลางคืนต่ำกว่า 10 C และต่ำเป็นช่วงเวลายาวระหว่างกลางวัน จะทำให้มะเขือเทศลดจำนวนและความมีชีวิตของเกสรลง ถ้าไม่มีเกสรก็ไม่มีประโยชน์ในการใช้ผึ้งหรือการเขย่า ดังนั้นการใช้ฮอร์โมนจึงถูกนำมาใช้  ฮอร์โมนที่ใช้ช่วยให้ติดผลได้ แต่การใช้ฮอร์โมนช่วยในการติดผล จะส่งผลทำให้รูปร่างผลผิดปกติด้วย


การตัดแต่งมะเขือเทศ
สำหรับมะเขือเทศกลุ่มบิ๊กบีฟ จะตัดให้มีจำนวนผลต่อกิ่งประมาณ 5 - 6 ผล/กิ่ง เพื่อความสมบูรณ์ของผล


อายุการเก็บเกี่ยว

ขึ้นกับสายพันธุ์และชนิดของมะเขือเทศ
1. Cherry type   40-50 วันหลังย้ายกล้า
2. Seda type     50-60 วันหลังย้ายกล้า
3. Processing , Roma , BigBeef Table type   60-80 วันหลังย้ายกล้า



โรคและแมลงที่พบในมะเขือเทศ
1. โรคใบจุดวงชื่ออื่น    :    Early blight
สาเหตุของโรค     เกิดจากเชื้อรา Alternaria solani

ลักษณะอาการ
     สังเกตได้จากใบแก่เริ่มจากเป็นจุดเล็ก ๆ สีน้ำตาล แผลค่อนข้างกลมแล้วขยายใหญ่ ออกไป การขยายตัวของจุดจะปรากฏรอยการเจริญของแผลเป็นวงสีน้ำตาลซ้อน ๆ กันออกไป ถ้าเกิดบนกิ่ง ลักษณะแผลรียาวไปตามลำต้น สีน้ำตาลปนดำเป็นวงซ้อน ๆ กัน ผลแก่ที่เป็นโรคแสดงอาการที่ขั้วผลเป็นแผลสีน้ำตาลดำ และมีลักษณะวงแหวนเหมือนบนใบ

การแพร่ระบาด
     เชื้อสาเหตุโรคนี้สามารถติดมากับเมล็ดพันธุ์ได้ โรคนี้จะเกิดมากในสภาพที่ความชื้นและ อุณหภูมิสูง ถ้าสภาพแวดล้อมเหมาะต่อการระบาดของโรคมาก ๆ จะทำให้อาการจุดวงขยายตัวอย่างรวดเร็วจนต่อเนื่องกันเกิดเป็นอาการใบแห้ง

การป้องกันกำจัด
1. คลุกเมล็ดด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชที่สามารถกำจัดเชื้อสาเหตุที่ติดมากับ เมล็ดพันธุ์ได้ เช่น แมนโคเซบ ไอโพรไดโอน
2. ถ้าระบาดในแปลงปลูก พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชบางชนิด เช่น ไอโพรไดโอน คลอโรทาโลนิล


2. โรคใบจุด
ชื่ออื่น    :    Leaf spot
สาเหตุของโรค    เกิดจากเชื้อรา Corynespora  cassiicola

ลักษณะอาการ
      อาการของโรคนี้ใกล้เคียงกับโรคใบจุดวงมาก แต่แผลบนใบมักมีขนาดเล็ก การขยาย ตัวของโรคใบจุดเกิดเป็นวงไม่ค่อยชัดเจน และแผลมักมีสีเหลืองล้อมรอบ อาการบนผลเป็นจุดเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วไป แผลสีครีม หรือน้ำตาลอ่อน

การแพร่ระบาด
     โรคนี้พบระบาดมากในภาคเหนือ โดยเฉพาะถ้ามีความชื้นสูง หรือมีฝนตก โรคจะ ระบาดอย่างรวดเร็ว ใบที่เป็นโรคมาก ๆ จะร่วงหลุดไป

การป้องกันกำจัด
1. พยายามรักษาความชื้นในแปลงปลูกอย่าให้สูงมากเกินไป
2. เมื่อพบโรค พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น เบนโนมิล   คาร์เบนดาซิม       


3. โรคแห้งดำ
ชื่ออื่น    :    Leaf blight
สาเหตุเกิดจาก       เกิดจากเชื้อรา Stemphylium sp.

ลักษณะอาการ
    เริ่มต้นจากจุดเหลี่ยมเล็กๆสีดำบนใบมะเขือเทศเมื่ออาการรุนแรงแผลขยายขนาดใหญ่และมีจำนวนจุดมากขึ้นเนื้อใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแห้งกรอบ และดำในที่สุดแต่ส่วนของลำต้นยังเขียวอยู่  ไม่พบอาการบนลำต้นและผล

การแพร่ระบาด
     เชื้อสาเหตุโรคนี้สามารถติดมากับเมล็ดพันธุ์ได้ ส่วนการระบาดในแปลงจะเกิดได้ รุนแรงและรวดเร็วเมื่อมีความชื้นและอุณหภูมิสูง

การป้องกันกำจัด
1. คลุกเมล็ดด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชที่สามารถกำจัดเชื้อสาเหตุที่ติดมากับ เมล็ดพันธุ์ได้ เช่น แมนโคเซบ ไอโพรไดโอน
2. ถ้าระบาดในแปลงปลูก พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชบางชนิด เช่น ไอโพรไดโอน คลอโรทาโลนิล


4. โรคใบไหม้
ชื่ออื่น    :    Late blight
สาเหตุของโรค    เกิดจากเชื้อรา Phytophthora infestans

ลักษณะอาการ
     จะพบปรากฏอยู่บนใบส่วนล่าง ๆ ของต้นก่อน โดยเกิดเป็นจุดฉ่ำน้ำสีเขียวเข้มเหมือน ใบถูกน้ำร้อนลวก รอยช้ำนี้จะขยายขนาดออกไปอย่างรวดเร็วทางด้านใต้ใบ โดยเฉพาะขอบ ๆ แผล จะสังเกตเห็นเส้นใยสีขาวอยู่รอบ ๆ รอยช้ำนั้น เมื่อเชื้อเจริญมากขึ้นใบจะแห้ง อาการที่กิ่งและลำต้นเป็นแผลสีดำ อาการบนผลมีรอยช้ำเหมือนถูกน้ำร้อนลวก

การแพร่ระบาด
     โรคนี้พบระบาดมากทางภาคเหนือของประเทศไทยในฤดูหนาว เพราะสภาพแวดล้อม เหมาะต่อการเกิดโรค โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ย 18-28 องศาเซลเซียส และมีความชื้นสัมพัทธ์สูงกว่า 90 % ในเขตที่อุณหภูมิต่ำและความชื้นต่ำโรคจะไม่ระบาดนอกจากมีฝนโปรยลงมาโรคจะระบาดอย่างรุนแรงและรวดเร็วภายหลังจากที่มีฝน ส่วนของพืชที่ถูกเชื้อเข้าทำลายจะตายภายใน 1 สัปดาห์

การป้องกันกำจัด
1. ถ้าปลูกมะเขือเทศแบบยกค้าง ควรตัดแต่งใบล่างให้โปร่ง
2. เมื่อเริ่มพบโรค ควรใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น คลอโรทาโลนิล เมตาแลกซิล + แมนโคเซบ พ่นให้ทั่วทั้งต้น


5. โรครากำมะหยี่
ชื่ออื่น    :    Leaf mold
สาเหตของโรค    เกิดจากเชื้อรา Cladosporium  fulvum

ลักษณะอาการ
     ผิวด้านบนของใบแก่เป็นจุดสีขาว ซึ่งขยายออกอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ใต้ใบบริเวณที่เห็นเป็นสีเหลืองมีขุยสีกำมะหยี่ เมื่อโรคระบาดรุนแรงมากขึ้นใบจะแห้ง

การแพร่ระบาด
      โรคนี้จะพบมากในมะเขือเทศที่ปลูกในฤดูฝน หรือมีฝนตกระหว่างฤดูปลูกปกติ เชื้อรา จะสร้างสปอร์จำนวนมากทางด้านใต้ใบ สปอร์นี้สามารถทนต่อสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสม และมีชีวิตอยู่ได้นานหลายเดือน เชื้อราเข้าทำลายใบแก่ที่อยู่ทางตอนล่าง ๆ ของต้น และอยู่ทางด้านใต้ใบ

การป้องกันกำจัด
1. ตัดแต่งกิ่งมะเขือเทศเพื่อให้การหมุนเวียนของอากาศในแปลงดีขึ้น
2. เมื่อเริ่มพบโรค ควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชบางชนิด เช่น แมนโคเซบ เบนโนมิล คาร์เบนดาซิม


6. โรคราเขม่า
ชื่ออื่น    :    Grey leaf mold
สาเหตุของโรค    เกิดจาก เชื้อรา Cercospora fuligena.

ลักษณะอาการ
     คล้ายกับอาการของโรครากำมะหยี่มาก โดยอาการมักเริ่มที่ใบแก่ตอนล่างของ ลำต้นก่อน แล้วจึงลามขึ้นไปยังใบที่อยู่ตอนบน ใบที่เป็นโรค แสดงอาการจุดสีเหลืองแล้วขยายใหญ่ออก ด้านใต้ใบตรงจุดสีเหลืองมีเชื้อราขึ้นอยู่ เส้นใยของเชื้อราที่เกิดขึ้นเป็นขุยสีเทาเข้มจนถึงดำ ซึ่งเป็นอาการที่แตกต่างจากโรครากำมะหยี่ อาการบนกิ่งเป็นขุยสีเทาดำ ใบที่เป็นโรคจะแห้งตาย

การแพร่ระบาด
     เป็นโรคที่พบทั่วไป แต่มักจะพบระบาดและทำความเสียหายในภาคตะวันออก เฉียงเหนือมากกว่าแหล่งอื่น

การป้องกันกำจัด
1. ตัดแต่งใบล่าง ๆ ของมะเขือเทศออกบ้าง เพื่อให้มีการระบายอากาศดีขึ้น
2. เมื่อเริ่มพบโรคในแปลง พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชบางชนิด เช่น แมนโคเซบ เบนโนมิล คาร์เบนดาซิม


7. โรคราแป้ง
ชื่ออื่น    :    Powdery mildew
สาเหตุของโรค    เกิดจากเชื้อรา Oidiopsis sp.

ลักษณะอาการ
     อาการที่มองเห็นด้านบนใบจะปรากฏเป็นจุดสีเหลือง จุดเหลืองนี้จะขยายออกและจำนวนจุดบนใบจะมีมากขึ้น เมื่อโรคระบาดรุนแรงขึ้น จนบางครั้งมองเห็นเป็นปื้นสีเหลืองด้านบนใบ ตรงกลางปื้นเหลืองนี้อาจจะมีสีน้ำตาล ต่อมาใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทางด้านใต้ใบ ตรงบริเวณที่แสดงอาการปื้นเหลือง จะมีผงละเอียดคล้ายผงแป้งเกาะอยู่บาง ๆ มองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก เมื่ออาการรุนแรงมากขึ้นใบจะเหลือง จากส่วนล่างของต้นไปยังส่วนบนและใบที่เหลืองนี้จะร่วงหลุดไป ในสภาพอากาศเย็นบางครั้งจะพบผงสีขาวเกิดขึ้นบนใบได้ และลุกลามไปเกิดที่กิ่งได้

การแพร่ระบาด
     โรคนี้มักพบในระยะเก็บผลผลิต ทำให้ต้นโทรมเร็วกว่าปกติ

การป้องกันกำจัด
1. ลดความชื้นบริเวณโคนต้นหรือในทรงพุ่ม โดยการตัดแต่งกิ่ง
2. กำจัดวัชพืชที่เป็นพืชอาศัยของเชื้อสาเหตุ เช่น น้ำนมราชสีห์ และหญ้ายาง
3. เมื่อพบโรค ควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชบางชนิด เช่น กำมะถันผง ไดโนแคป


8.โรคใบด่างเรียวเล็ก
ชื่ออื่น    :    Cucumber Mosaic Virus
สาเหตุของโรค    เกิดจากเชื้อไวรัส

ลักษณะอาการ
     ต้นมะเขือเทศแคระแกรน ใบมะเขือเทศม้วนงอ ถ้าอาการรุนแรงมากขึ้น ใบมะเขือเทศจะ เรียวเล็กกว่าปกติ

การแพร่ระบาด
     โรคนี้สามารถถ่ายทอดโดยเพลี้ยอ่อน และวิธีการสัมผัสต้นมะเขือเทศที่แสดงอาการใบเรียวเล็กนี้ตั้งแต่ระยะเล็ก ๆ จะไม่ติดผล หรือถ้าติดผลจะเล็ก

การป้องกันกำจัด
- พ่นด้วยสารฆ่าแมลงที่สามารถกำจัดเพลี้ยอ่อนได้



9. โรคใบหงิกเหลือง
ชื่ออื่น     :    Tomato Yellow Leaf Curl
สาเหตุของโรค     เกิดจากเชื้อไวรัส

ลักษณะอาการ
     ใบยอดหงิกเหลือง ม้วนงอ ใบมีขนาดเล็กลง ยอดเป็นพุ่ม และต้นแคระแกรน

การแพร่ระบาด
     โรคนี้สามารถถ่ายทอดได้โดยวิธีทาบกิ่ง และมีแมลงหวี่ขาวเป็นพาหะ วิธีทาบกิ่งสามารถ ถ่ายทอดโรคได้ 22% แมลงหวี่ขาวสามารถถ่ายทอดโรคได้ 88% จะต้องป้องกันมะเขือเทศมิให้เป็นโรคก่อนอายุ 60 วัน เพราะการเป็นโรคนี้ในระยะต้นโตและเริ่มติดผลแล้ว ไม่กระทบกระเทือนต่อผลผลิตมากนัก

การป้องกันกำจัด
1. รักษาความสะอาดแปลงปลูก ควรเก็บเศษซากพืชที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่ปลูก ออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะฟางข้าว
2. ปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยคอกและปูนขาว
3. ถ้าปรากฏต้นมะเขือเทศที่เป็นโรคนี้ ควรรีบถอนทำลายด้วยการเผา
4. แปลงที่มีโรคนี้ระบาดควรงดปลูกมะเขือเทศไม่น้อยกว่า 4 ปี
5. สารป้องกันกำจัดโรคพืช พีซีเอ็นบี เอทริไดอาโซล พีซีเอ็นบี + เอทริไดอาโซล สามารถลดอัตราการเป็นโรคลงได้ แต่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง